[FIC 2PM]CAN YOU LOVE ME {KW-TJ-CH-M} #23

[FIC] [Can you love me] …ยังไงก็รักเธอ….
Chapter : # 23 Need more times รักไม่ต้องการเวลา
Couple : แทคเจย์/คุณด้ง/ชานโฮ/ ซู
song :Yesung-  It Has To Be You

Need more times รักไม่ต้องการเวลา  

“คุณมินจุนนี่ชอบที่นี่จริง ๆ นะครับ” เสียงทุ้มที่เอ่ยทักทำให้มินจุนเงยหน้าจากหนังสือบนตักแล้วหันไปส่งยิ้มหวานให้กับเจ้าของบ้านที่เดินเข้ามาในห้องสมุดส่วนตัวของบ้าน
เป็นเวลาอาทิตย์กว่าแล้วที่คิม ฮยอนจุงพามินจุนมาพักผ่อนอยู่ที่บ้านพักตากอากาศที่แสนจะสดชื่นและบรรยากาศดีมากๆของตัวเอง ทุกสัดส่วนในบริเวณบ้านหลังนี้นั้นดูมินจุนจะถูกใจไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นสวนหลังบ้านที่ติดกับตีนภูเขา ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ระเบียง ดาดฟ้าที่รับลมเย็น ๆ และแดดอุ่น ๆ ห้องนอนที่แสนจะสบายและน่ารัก แต่ส่วนที่ดูแล้วมินจุนจะชอบมากที่สุดก็เห็นจะเป็นห้องสมุดส่วนตัวแห่งนี้นี่แหละ เพราะเห็นเจ้าตัวมาขลุกตัวอยู่ที่นี่ประจำเลย

“ก็หนังสือของคุณหมอสนุกทั้งนั้นเลยนี่ครับ” บอกด้วยเสียงน่าฟังแล้วหันไปอ่านหนังสือต่อ ฮยอนจุงฉีกยิ้มแล้วอดจะเดินมานั่งลงตรงพื้นที่โซฟาที่ว่างอยู่ไม่ได้ น่าแปลกใจนักที่ตัวเขาเองใช้เวลาอยู่กับคนคนนี้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้คิดที่จะกลับโซลหรือคิดถึงคนที่โซลเท่าไหร่นัก  จากตอนแรกที่คิดว่าเขากับมินจุนเข้ากันได้นั้นนั้นยิ่งได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมันยิ่งชัดเจนว่าความคิดของเขานั้นถูกต้องแล้ว  ยิ่งพูดคุยยิ่งใช้เวลาอยู่ด้วยกันก็ยิ่งรู้สึกดี ยิ่งเหมือนรู้จักกันมานานแสนนานทั้งที่พึ่งจะได้เจอกันไม่นานนี้เอง รู้สึกผูกพันจนไม่อยากจะทำให้เสียใจใดๆทั้งสิ้น
จากตอนแรกที่ว่าจะเอาคนไข้ที่แสนเปราบางนี้มาแกล้งเล่น หรือทำอะไรให้นิชคุณนั้นเสียใจบ้าง แต่กลับทำไม่ลงเลยสักนิด จึงยื้อเวลาให้มินจุนอยู่ที่นี่ต่อ คิดว่าจะให้อยู่จนครบสองสัปดาห์เต็มไปเลย ป่านนี้นิชคุณคงจะกระวนกระวายจนเป็นบ้าไปแล้วที่หาอูยองไม่เจอ แถมมินจุนก็ยังหายไปอีก
เขาแน่ใจว่านิชคุณต่อให้พลิกแผ่นดินหาก็จะไม่มีทางหาอูยองเจอ เพราะก่อนที่เขาจะพามินจุนออกมาจากโซลเขาได้พาอูยองไปซ่อนไว้ในที่ที่ดีที่สุด
มือหนาลูบผมนิ่มของมินจุนเมื่อเจ้าตัวเอนมานอนบนตัก การกระทำที่เป็นธรรมชาติราวคนแสนคุ้นเคยที่ทำด้วยกันมาหลายต่อหลายครั้ง
“มินจุนมีอะไรหรือเปล่าครับ”เอ่ยถามเมื่อเห็นมินจุนลดหนังสือที่อ่านลงไว้ข้างกาย ตาเรียวคู่นั้นกำลังมองหน้าเขาอยู่
“ฮยอนจุงรู้ไหมว่าคนอย่างผมน่ะเวลาเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด ผมไม่รู้ว่าตัวเองจะมีชีวิตไปอีกกี่ปี อีกกี่เดือน หรือจะมีชีวิตไปถึงพรุ่งนี้หรือเปล่าด้วยซ้ำ” ประโยคที่ดูจริงจังผิดจากปกติที่มินจุนมักเอ่ยบอกทำให้คิม ฮยอนจุงต้องตั้งใจที่จะฟัง

“ผมอาจจะไม่ใช่คนที่ได้ออกไปเผชิญโลกจริง ๆ มากนัก แต่ผมน่ะก็แยกแแยะความรู้สึกตัวเองได้ดีมากนะครับ แม้ว่ามันจะเป็นความรู้สึกที่ผมไม่เคยเจอมาก่อนเลยก็ตาม” มินจุนมองมือข้างซ้ายตัวเองตรงตำแหน่งนิ้วนางที่เคยมีแหวนของนิชคุณอยู่ แหวนที่เขาจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองสวมมันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
“สำหรับผมนิชคุณคือครอบครัวคนเดียวที่ผมเหลืออยู่ การหมั้นระหว่างเขากับผมน่ะไม่ใช่ความรักเชิงชู้สาวอะไรเลยสักนิด มันคือการปกป้องที่คนในครอบครัวจะมอบให้กันได้ ผมคิดกับคุณแค่น้องชาย เช่นเดียวกับที่คุณเขามองผมเป็นพี่ชายที่เขาต้องคอยดูแล” ตาเรียวจดจ้องมองตาโตของฮยอนจุงที่ยังคงไม่ละออกจากกัน
“ผมไม่เคยรู้จักความรักมาก่อนแต่ผมก็แน่ใจเมื่อได้มาเจอฮยอนจุงว่าความรู้สึกนี้มันคืออะไร คุณอาจจะแปลกใจที่จู่ ๆ ผมมาบอกกับคุณแบบนี้ แต่สำหรับผมความรักไม่ต้องการเวลา เพราะผมไม่ได้มีเวลาเหลือเฟือ เมื่อผมแน่ใจผมก็อยากจะบอกออกมา เพราะสำหรับผมพรุ่งนี้อาจจะมาไม่ถึงก็ได้” คำพูดที่ชัดเจนแลมั่นใจยังคงเอ่ยบอก แม้ว่าแท้จริงแล้วในใจของคนพูดมันจะเต้นระรัวสั่นแค่ไหนก็ตาม
“ผมรักฮยอนจุง ผมแค่อยากบอกให้คุณรู้เอาไว้ก็พอแล้ว” พูดจบก็ดันตัวลุกขึ้นจากตักของฮยอนจุง มือหนาฉุดรั้งข้อมือที่ผ่ายผอมของคนป่วยเอาไว้

ตาโตจ้องมองใบหน้าซีดขาวของมินจุนที่บัดนี้มีสีแดงของเลือดฝาดเรื่ออยู่บนสองแก้มชั่งดูแปลกตาอย่างน่ามอง  ฮยอนจุงยันตัวลุกขึ้นจนเต็มความสูงเดินเข้าไปใกล้มินจุน มือหนาลูบแก้มเนียนแผ่วเบาแล้วก้มลงประทับริมฝีปากลงบนปากของมินจุน
รู้ว่าไม่ควรทำ แต่จะให้มานั่งหลอกหรือปฏิเสธความรู้สึกตัวเองมันก็น่าอายมินจุนไม่น้อยก็ในเมื่อเจ้าตัวพูดออกมาตรง ๆ แล้วว่าคิดยังไง เขาเองที่ก็คิดเหมือนกันจะไม่แสดงออกมาก็เห็นว่าคงไม่ดีแน่
“ผมถือว่านี่คือคำตอบจากคุณได้ไหม” มินจุนเอ่ยถามด้วยใบหน้าที่มีเลือดฝาดจนแดงมากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต ตาเรียวยังคงหลุบมองมือตัวเองที่กำปกเสื้อของฮยอนจุงไว้แน่น
“ได้ครับ”เอ่ยย้ำชัดอีกครั้งให้มินจุนแน่ใจ มือหนาเชยคางมินจุนขึ้นมองเพื่อพินิจมองรอยยิ้มหวานที่แสนสดใส

รอยยิ้มนี้ชั่งมีค่าเหลือเกิน มีค่าจนไม่อยากจะให้กลับไปหานิชคุณอีกแล้ว
จะดูแลและปกป้องรอยยิ้มนี้เอง เพราะเขาเองก็รู้ดีพอกับมินจุนว่าเวลาของมินจุนนั้นมีค่าแค่ไหน และเขาเองจะทำให้เวลาต่อจากนี้ในชีวิตของมินจุนนั้นมีค่าเช่นที่มันควรเป็นโดยที่ไม่ลืมฝากรอยยิ้มและความอบอุ่นที่จะมีเขาอยู่เคียงข้างจากนี้เรื่อยไปด้วย
…………………..
[โซล]
มันจะดีกว่านี้มากๆถ้าเราไม่ได้รักกัน แต่มันเป็นไปไม่ได้ เขาย้อนกลับไปคืนวันที่ไม่รักจาง อูยอง อีกแล้ว ไม่ได้ เขายังจำได้ดีว่าทั้งชีวิตที่เกิดมานี้นอกจากทางบ้านและครอบครัวแล้วก็มีเพียง คิม มินจุนเพียงคนเดียวที่เขารักและห่วงใย
ความรักของเขาที่มีให้มินจุนมันไม่เหมือนกับที่เขามีให้กับอูยอง เขาเองก็เพิ่งฉลาดและรู้มันแน่ชัดว่ามันต่างกันยังไง เขารู้สึกมานานแสนนานตั้งแต่วันที่ไม่อาจจะตัดใจไปจากอูยองได้แล้วว่าเขามีความรู้สึกแสนพิเศษบางอย่างกับอูยอง ความรู้สึกที่เขาพยายามหลีกเลี่ยงว่ามันไม่ใช่ความรัก
ความรักที่เขาเชื่อมั่นมาตลอดว่ามันต้องเป็นของคิม มินจุนเท่านั้น

ความรักที่เริ่มจากตั้งแต่ที่เรายังคงเป็นเด็ก ตอนนั้นเขาอายุได้เก้าขวบ ครอบครัวของเขากับมินจุนนั้นถือได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทที่มีความเกี่ยวโยงทางเครือญาติกัน พูดง่ายๆคือเขากับมินจุนเป็นญาติห่างๆ ที่ไม่มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดแต่สอดคล้องกันอยู่ในลำดับศักดิ์อันวุ่นวาย มีเพียงครอบครัวเขาที่ยังคงต้อนรับและดูแลบ้านของมินจุนอย่างเป็นมิตร เพราะญาติสนิทของบ้านนี้ก็มีเพียงแค่หวังจะได้ธุรกิจโรงพยาบาลของตระกูลคิมไปครอบครองเท่านั้น

เขากับมินจุน เราเคยเจอกันบ้างแต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจเพื่อนตัวขาวซีดท่าทางขี้โรคคนนี้สักเท่าไหร่ จนกระทั่งวันครบรอบวันเกิดของพี่ชายเขา วันนั้นก็เป็นอีกวันที่เด็กชายตัวขาวซีดคนนี้มาพักที่บ้านของเขา เด็กผู้ชายที่ชื่อมินจุนนั้นดูเงียบเหงาราวกับไม่เคยได้พบปะกับเด็กคนอื่นนัก เขาจะเอาแต่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเลื่อนลอยด้วยใบหน้าสีซีด ดวงตาคู่เรียวยาวที่มีหางตาตกนั้นยิ่งทำให้เขาดูเศร้าเข้าไปใหญ่

ถ้าเข้าไปเล่นด้วยคงไม่สนุกแน่ ๆ เลย  นี่คือความคิดของเขายามมองเด็กชายวัยไล่กันคนนั้น แต่พ่อกับแม่ของเขาก็บอกให้เขาชวนเด็กชายคนนี้เล่นในขณะที่พวกผู้ใหญ่จะหารือ เขาก็เลยพามินจุนไปที่สนามเด็กเล่นที่อยู่ไกลออกไปจากบ้านหลังใหญ่ของเขาพอสมควร

“ทำไมนายต้องยิ้มเศร้าๆแบบนั้นตลอดเวลาเลยล่ะ มินจุน”เอ่ยถามเป็นประโยคแรกตั้งแต่เราเดินข้างกันมาตลอดทาง

“ฉันกำลังคิดถึงการไปโรงพยาบาลวันเสาร์นี้น่ะ มันเป็นอะไรที่ไม่สนุกเลย” เสียงของมินจุนนั้นเพราะมากแต่ก็ฟังดูแห้งเหือดชอบกล เขาเงียบแล้วเดินต่อไป ผมเองก็เลยไม่ได้ถามอะไรอีกแม้จะอยากรู้ว่าทำไมมินจุนถึงต้องไปโรงพยาบาลด้วย บางทีวันนี้ต้องถามให้รู้เรื่องให้ได้

“ฉันชอบดอกไม้ที่นี่ มันสวยมากเลยนะนิชคุณ” จู่ ๆ มินจุนก็หยุดแล้วมองแปลงดอกไม้ที่บานสะพรั่งตรงหน้า เด็กชายนิชคุณเองก็เลยต้องหยุดลงแล้วยืนมองอยู่ข้าง ๆเช่นกัน ตาเรียวคู่นั้นจ้องดอกไม้นิ่ง ๆ แล้ววาดยิ้มบาง ๆ ให้ หรือบางทีเขาอาจจะอยากได้
“นายทำอะไรน่ะ คุณ” มินจุนร้องถามเสียงดังเมื่อเห็นมือของนิชคุณกำลังคว้าก้านดอกไม้ตรงหน้าไว้
“ฉันจะเก็บให้นาย นายมองมันเหมือนอยากได้”
“ไม่ต้องหรอก ดอกไม้น่ะมันสวยงามที่สุดก็ตอนที่มันอยู่บนต้นนี่แหละ ไปเถอะ” มินจุนวาดยิ้มที่ดูเศร้าชะมัดส่งให้แล้วก็เอื้อมมือมาจับกับมือของนิชคุณเพื่อเดินต่อไป ตาโตๆของนิชคุณสำรวจแผ่นหลังบางๆที่ดูอ่อนแออย่างพินิจแล้วได้แต่เก็บความรู้สึกสงสัยเอาไว้เพียงลำพัง

“ว้าว ชิงช้านี่สนุกจังเลย”นิชคุณหัวเราะไปกับคำพูดและเสียงหัวเราะของมินจุนมากกว่าเก่า ตอนนี้เขาสองคนกำลังเล่นชิงช้ากันตามลำพังอาจเพราะเริ่มเข้าช่วงเย็นๆแล้วจึงไม่มีเด็กทีไหนมาเล่นแถวนี้เลย

“นายพูดเหมือนนายไม่เคยเล่นชิงช้ามาก่อน”ร้องถาม ตอนนี้หน้าซีดๆของมินจุนดูมีเลือดฝาดขึ้นมาเพียงเล็กน้อยจากการที่ ออกกำลังกายเพราะของเล่นแสนสนุก
“ไม่เคยน่ะสิ พ่อกับแม่น่ะเป็นห่วงฉันมากๆเลยล่ะ ไม่เคยยอมให้ออกมาเล่นหรือทำอะไรโลดโผนแบบนี้เลย ท่านกลัวว่าฉันจะได้รับบาดเจ็บแล้วมีเลือดออกน่ะ ” มินจุนลดความเร็วที่ไกวชิงช้าลงจนเหลือเพียงเอื่อยๆเมื่อเอ่ยถึงเรื่องร่างกายของตัวเอง ใบหน้าก็เศร้าเสียงก็เศร้าอดจะทำให้นิชคุณต้องหยุดเล่นสนุกแล้วมองดูคนข้างอย่างพินิจไม่ได้

“ทำไมเหรอ มินจุน”
“เลือดของฉันมันสำคัญมากน่ะ เพราะมันไม่เหมือนกับนายและเด็กคนอื่นๆ มันมีน้อยหรือเปล่าฉันก็ไม่รู้ คุณแม่กับพี่สาวพยาบาลบอกฉันไว้ว่าต้องดูแลตัวเองให้ดีต้องไม่ดื้อ ไม่ซน ต้องไม่ให้ตัวเองมีแผลอะไรเพราะแผลเล็กๆนิดเดียวที่เลือดไหลก็อาจทำให้ฉันต้องอยู่โรงพยาบาลไปเป็นเดือนก็ได้”
“ฉันไม่ชอบโรงพยาบาลเลย มันไม่สนุก มันน่าเบื่อ แล้วตอนที่ถ่ายเลือดก็ทั้งเจ็บทั้งน่ากลัว ฉันก็เลยต้องดูแลตัวเองให้ดีเพราะถ้าเลือกได้ฉันก็ไม่อยากไปโรงพยาบาลอีก” มินจุนนั้นหยุดไกวชิงช้าไปเสียแล้วดวงตาคู่นั้นเอาแต่จ้องมองปลายเท้าตัวเองอย่างเศร้าสร้อย
“งั้นฉันจะปกป้องให้เอง ฉันจะดูแลนาย นายจะได้ไม่ต้องไปโรงพยาบาลอีก”เด็กชายนิชคุณลุกขึ้นแล้วเดินมาจับมือของมินจุนไว้  มินจุนวาดรอยยิ้มบาง ๆ ขึ้นบนริมฝีปาก  มองดูนิชคุณ คนตรงหน้าให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนพี่ชายที่เขาอยากได้มานาน พี่ชายที่จะมาคอยดูแลน้องชายคนนี้
“มาเล่นกันต่อเถอะ เลิกยิ้มเศร้า ๆ แบบนั้นได้แล้ว” นิชคุณฉีกยิ้มกว้างแล้วเดินไปไกวชิงช้าให้มินจุนไม่ได้รุนแรงอะไรแค่อยากให้มินจุนรู้สึกสนุกขึ้นบ้าง มินจุนหัวเราะอย่างสนุกสนานมันมากกว่าความสนุกแต่มันคือความอุ่นใจที่มีเพิ่มขึ้น
แต่ความสุขก็มักจะอยู่กับเราไม่นาน
“เฮ้ย ไอ้พวกลูกคุณหนูอย่างพวกแกมายุ่งอะไรในที่ของพวกฉันวะ”เสียงเด็กเกเรประจำถิ่นดังขึ้นพร้อมแรงผลักที่แรงจนนิชคุณล้มลงไปกับพื้น เด็กชายที่กลิ้งไปกับพื้นจนตัวเปื้อนฝุ่นและได้แผลถลอกหันไปมองเด็กเกเรตัวอ้วนโตหน้าตาไม่เป็นมิตรกับลูกน้องร่างผอมแห้งที่ดูท่าทางแหยๆอีกสองคน
“ที่นี่เป็นที่สาธารณะทำไมพวกฉันจะมาเล่นไม่ได้”นิชคุณเอ่ยท้วง อันที่จริงต้องบอกว่าที่นี่เป็นเงินของตระกูลเขาด้วยซ้ำที่เอามาสร้างแต่ก็ไม่อยากจะพูดโอ้อวดไป
“ในโลกไปนี้ไม่มีที่สาธารณะหรอก ทุกอย่างมีเจ้าของ และที่นี่ก็เป็นของพวกฉันเว้ย” หัวโจกตะโกนเสียงดัง แล้ววิ่งไปผลักชิงช้าที่มีเด็กชายร่างบางอีกคนนั่งอยู่อย่างจะแสดงให้เห็นถึงอำนาจที่ตัวเองมี แรงผลักไม่น้อยเลยทำให้ร่างที่กำลังตื่นกลัวของมินจุนกระเด็นลงมากระแทกกับพื้น ร่างกายที่อ่อนแอมีแผลถลอกเกิดขึ้นทันที แต่แผลใหญ่ที่หัวเข่าข้างซ้ายนั้นดูจะเป็นปัญหาที่สุดเมื่อเลือดสีแดงฉานล้นทะลักออกมาจากแผลกว้างจำนวนมาก ..มากเสียจนน่ากลัว
“มินจุน มินจุน”เด็กชายนิชคุณถลาเข้าไปหาญาติห่างๆทันที ใบหน้าที่ซีดของมินจุนนั้นยิ่งซีดเข้าไปใหญ่ ลำตัวบางนอนนิ่งอยู่กับพื้นนิชคุณช้อนร่างบางไว้ในอ้อมแขน มืออีกข้างจับไปที่ใบหน้าซีดเซียว

“นิชคุณ ” คิม มินจุนดูอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็วเมื่อเลือดนั้นไหลออก นิชคุณจ้องมองแผลที่หัวเข่ามันไม่ได้เป็นแผลที่ใหญ่อะไรมากนักเขาเองก็เคยเป็นมาแต่กับมินจุนมันดูเป็นเรื่องใหญ่มาก เลือดนั้นไหลออกมามากมายราวกับจะพรากโลหิตทั้งกายของมินจุนออกมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เลือดสีแดงรวมกับดินและฝุ่นผงบนพื้นจนกลายเป็นโคลนดินสีแดงข้น นิชคุณรีบถอดเสื้อของตัวเองออกจนเหลือแต่เสื้อกล้ามแล้วพันลงไปบนแผลของมินจุนอย่างระวัง วิธีการห้ามเลือดที่พี่ชายเขาเคยสอน
“พวกแกบังอาจมากที่มาแตะต้องมินจุน กล้าดียังไง กล้าดียังไง  ถึงมาทำให้เลือดอันมีค่าของมินจุนไหลออกมา ถ้ามินจุนเป็นอะไร ฉันจะไม่มีวันให้อภัยพวกแก ฉันสาบาน” นิชคุณใช้ตาโตจ้องมองพวกเด็กเกเรที่มีสีหน้าไม่ดีและตื่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด จากทั้งเลือดของมินจุนที่ไหลออกมามากจนน่าตกใจและแววตาจากดวงตาคู่กลมโตที่กำลังจ้องมองมาทางพวกเขาอย่างอาฆาต
ดวงตาที่น่ากลัวราวกับมัจจุราช
“มินจุนนายอดทนนะ ฉันจะพานายไปหาพี่ชายฉัน พี่ชายฉันเป็นหมอ เขาจะต้องช่วยนายได้แน่ ๆ อย่าเป็นอะไรนะ” นิชคุณอุ้มเพื่อนชายที่ตัวเล็กกว่าเขาไม่มากนักขึ้นมาอย่างง่ายดายอาจเพราะความตกใจที่ทำให้มีแรงเพิ่มขึ้น หรือเพราะร่างบางในอ้อมแขนนี้นั้นช่างแสนจะอ่อนแอ
“เลือดที่มีค่าทุกหยดของมินจุนพวกแกได้ใช้คืนอย่างสาสมแน่” นิชคุณหันมาจ้องมองแล้วตะคอกใส่อย่างอาฆาตแค้น เด็กเกเรได้แต่ยืนมองนิ่งงันอย่างตื่นกลัว พวกเขากลัวเกินกว่าจะวิ่งหนีไปเสียอีก นิชคุณนั้นไม่มัวแต่สนใจพวกสวะที่ทำให้มินจุนต้องเสียเลือดแล้วรีบมุ่งตรงไปทางบ้านทันที
“มินจุน ฉันขอโทษนะที่ดูแลนายได้ไม่ดีพอ ขอโทษนะทั้งที่สัญญาแล้วแต่ก็ทำไม่ได้ ฉันสาบานว่าต่อจากนี้ฉันจะปกป้องนายเองไม่ว่าจากใครหน้าไหนก็ตาม ฉันจะปกป้องนายเอง” ร้องบอกด้วยเสียงร้อนใจ ตอนนี้ในหัวเขามีแต่ความกังวล ยังคงนึกเกลียดเด็กเกเรพวกนั้นไม่หาย เขาเห็นตัวบ้านของตัวเองอยู่ไม่ห่างไปนัก ตาโตมองดูเสื้อที่ห้ามเลือดไว้ตอนนี้มันกำลังชุ่มโชกไปด้วยสีแดงฉานที่คาวคลุ้งซึ่งมันก็เลอะเทอะไปทั่วเสื้อกล้ามสีขาวที่เขาสวมใส่ด้วยเช่นกัน

“ขอบคุณนะ คุณ ขอบคุณนะ” มินจุนฉีกยิ้มบาง ๆ ส่งให้กับเสียงขอบคุณที่แผ่วเบา ยิ่งทำให้นิชคุณยิ่งต้องเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
“คุณลุงฮะช่วยด้วย ตามพี่ชายให้ที มินจุนได้รับบาดเจ็บ” นิชคุณรีบกู่ร้องเมื่อเข้ามาในเขตบ้าน เหล่าคนใช้มีท่าทางตื่นกลัวเมื่อเห็นอาการร่างของคนในอ้อมแขนของคุณชายนิชคุณ พ่อบ้านรีบมารับร่างที่อ่อนระทวยของมินจุนจากนิชคุณ แม้จะปล่อยร่างให้แต่นิชคุณก็ไม่ยอมปล่อยมือจากมินจุนแม้แต่น้อย รอเพียงครู่เดียวพี่ชายของนิชคุณนั้นก็รีบตรงเข้ามาใบหน้าที่หล่อเหลามีอาการตกใจอย่างมากรีบเข้ามาดูอาการของมินจุนแล้วสั่งให้คนรถออกรถเพื่อไปโรงพยาบาลในทันที นิชคุณนั้นยังคงกำมือของมินจุนเอาไว้จนกระทั่งร่างที่อ่อนแอนั้นถูกนำเข้าในห้องฉุกเฉิน

เจ็ดปีต่อมา
ดวงตาโตมองดูประตูของห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลตรงหน้าที่กำลังมีผู้หญิงและผู้ชายคู่นึงโวยวายเสียงดังกับคุณลุงทนายที่ยืนทำหน้าตาลำบากใจอย่างมากอยู่ โดยไม่ได้สนใจเด็กหนุ่มที่กำลังยืนทำหน้าตาเศร้าสร้อยและเลอะด้วยน้ำตาที่กำลังยืนอยู่ข้างๆเลยสักนิด
นิชคุณถอนหายใจอย่างไม่พอใจและแฝงเต็มไปด้วยความรังเกียจเขามาถึงโรงพยาบาลได้ไม่ถึงห้านาทีหลังจากที่ได้รับการแจ้งข่าวร้ายว่าพ่อแม่ของมินจุนนั้นได้จากไปพร้อมกันเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้ตอนนี้ทั้งตระกูลนั้นมีเพียงมินจุนที่ถ่ายเลือดตามกำหนดการประจำเดือนอยู่โรงพยาบาลเท่านั้นที่เหลืออยู่ นั่นคงทำให้อีกาหิวโซที่อยู่ในรูปญาติของมินจุนโมโหสินะที่มรดกที่ตัวเองต้องการฮุบไว้ไม่เป็นดังใจ
“คุณ คุณพ่อคุณแม่ทิ้งฉันไปแล้ว”มินจุนเอ่ยบอกเพียงเท่านี้ ซบใบหน้าลงกับอ้อมอกที่แข็งแรงและอบอุ่นของนิชคุณ เด็กชายวัยสิบเจ็ดปีเท่ากันแต่มีหุ่นและรูปร่างแตกต่างกันอย่างมาก มินจุนนั้นยังคงผอมบางขี้โรคและซีดเซียวทั้งตัวนั้นเนียนละเอียดยกเว้นแผลเป็นที่หัวเข่าด้านซ้ายซึ่งได้มาตอนเก้าขวบเท่านั้นที่เป็นรอยตำหนิ  ส่วนนิชคุณนั้นรูปร่างกำยำตามแบบนักกีฬาโรงเรียน
“คุณนายมินต้องเข้าใจนะครับว่าต่อให้คุณกับสามีจะรับมินจุนไปเป็นลูกเลี้ยงแล้วเข้ามาดูแลจัดการมรดกให้ก่อนที่เด็กจะอายุบรรลุนิติภาวะนั้นไม่ได้หรอกนะครับ ตามพินัยกรรมนั้นระบุไว้ชัดเจนแล้วว่าให้มินจุนกับสิทธิ์ของโรงพยาบาลอยู่กับทางตระกูลหรเวชกุลก่อนที่มินจุนจะแต่งงานหรือมีพิธีที่สืบเนื่องถึงการแต่งงานครับ”เสียงของลุงทนายฟังดูเหนื่อยล้าเหลือเกินที่จะอธิบายให้คนหิวเงินทั้งสองฟัง
“เอ๊ะ จะให้หลานฉันไปอยู่กับเครือญาติห่างลิบอย่างนั้นทำไมกันล่ะคะ แล้วขี้โรคแบบนี้เมื่อไหร่หลานฉันจะได้แต่งงานคะ ใช่ไหมจ๊ะ มินจุน บอกคุณทนายไปสิว่าอยากมาอยู่กับป้า หนูไม่เคยคิดเรื่องแต่งงานแล้วก็อยากให้ป้าน่ะดูแลมรดกกับกิจการโรงพยาบาลที่เคยเป็นของพ่อแม่หลานให้ทั้งหมด หลานน่ะอยากจะมาอยู่กับป้ากับคุณลุงใช่ไหมล่ะคะ ใช่ไหม” เสียงแหลมบาดหูกับแววตาที่กระหายเงินนั้นกำลังคุกคามมินจุนที่บีบแขนแกร่งของนิชคุณจนแน่น ใจจริงแล้วมินจุนนั้นไม่อยากได้สมบัติอะไรทั้งนั้น และตอนนี้เขาก็กำลังกลัวเหลือเกิน
ตาโตมองคนในอ้อมแขนตัวเอง เขาสัญญากับมินจุนไว้ว่าเขาจะปกป้องคนนี้ๆไม่ว่าจากใครหน้าไหนก็ตาม
เขาจะต้องปกป้องมินจุนให้ดีที่สุดเสมอ
“เรื่องแต่งงานคุณป้าไม่ต้องเป็นห่วงมินจุนหรอกนะครับ มินจุนน่ะจะมาอยู่ที่บ้านผมอย่างมีความสุขแน่นอนและผมจะดูแลเขาเอง”นิชคุณเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ตาตี่ของคุณป้าของมินจุนหันมาจ้องนิชคุณทันที ในใจอยากจะพ่นคำร้ายกาจใส่แต่เพราะเกรงอำนาจของบ้านนิชคุณจึงได้ทำเพียงแค่ฉีกยิ้มกว้าง
“หลานนิชคุณหมายความว่าอะไรเหรอจ๊ะ” คำถามที่นิชคุณได้แต่กดรอยยิ้มเย็นรับเมื่อได้ฟัง มือใหญ่บีบฝ่ามือที่จับต้นแขนตัวเองเอาไว้จนแน่น
“ก็หมายความว่าผมนี่แหละครับที่จะแต่งงานกับมินจุน ต่อไปนี้มินจุนจะมีฐานะเป็นคู่หมั้นของผมโอเคไหมครับคุณป้า ถ้ามีอะไรข้องใจก็เชิญคุยกับคุณลุงทนายเลยนะครับว่ามันถูกต้องตามพินัยกรรมหรือเปล่า” เสียงทุ้มจบลงด้วยรอยยิ้มเย็นชาและดวงตาคมกริบ นิชคุณหันไปวาดยิ้มให้กับมินจุนอย่างอ่อนโยนแล้วพาร่างบางเดินตามตัวเองมาทันทีโดยไม่สนใจเสียงหวีดร้องของใครทั้งสิ้น
จะปกป้องมินจุน เพียงคิม มินจุนเท่านั้นจะต้องปกป้องไว้
นั่นคือสิ่งเดียวที่เขาคิดและรู้สึก ความรู้สึกอยากปกป้องที่เขาเหมาเอาว่ามันคือความรัก ความรู้สึกที่เขาสวมและมอบให้ตัวเองไว้เสมอจากนั้นเป็นต้นมา
จนกระทั่งเขาได้เจออูยอง เริ่มจากเพียงการไปซื้อเค้กรสอร่อยให้กับมินจุนจนพัฒนาเป็นการเข้าไปเรียนรู้และศึกษาคนทำเค้กนั้น เขาไม่รู้จะหาข้ออ้างใดมอบให้กับตัวเองสำหรับการที่เขาค่อย ๆ ขาดจาง อูยองไม่ได้ ขาดไม่ได้จนต้องไปเจอหน้าเกือบทุกวันทั้งที่ไม่ได้มีเวลาว่างอะไรนักหนา ขาดไม่ได้จนเริ่มมีการติดต่อส่วนตัวขึ้นระหว่างเรา ขาดไม่ได้จนเขานั้นไม่อาจหักห้ามใจที่จะเข้าใกล้และตักตวงรสหวานจากริมฝีปากบางและร่างกายหอมหวานนั้น ขาดไม่ได้จนเขานั้นเก็บอูยองไว้เป็นเลขาข้างกายทันทีที่อูยองเรียนจบ ไม่ยอมให้อูยองได้กลับไปบ้านที่ปูซานหรือสมัครงานที่ไหน
เขาต้องการและขาดอูยองไม่ได้ เขาไม่กล้าที่จะให้เหตุผลตัวเองว่าทำไปทำไม และเขารู้สึกยังไงกับอูยอง เพราะเขาไม่อยากรู้สึกผิดกับตัวเองและมินจุนที่เขากำลังนอกใจ
เขาไม่ยอมให้เหตุผลตัวเอง จนเขามารู้เหตุผลที่ตัวเองขาดอูยองไม่ได้เอาเมื่อวันที่สายเกินไป วันที่เสียอูยองไป เขารู้เหตุผลแล้วว่าทำไมเขาถึงขาดอูยองไม่ได้ ทำไมต้องเจอ ทำไมต้องควบคุมตัวเองไม่ได้ ทำไมต้องคน ๆ นี้
เพราะเขารักอูยอง
ความรักที่ไม่ใช่การนอกใจมินจุนเพราะเขาไม่เคยรักมินจุนแบบนั้นเลย แบบที่รักอูยองสิ่งที่เขามีให้กับมินจุนมีแค่เพียงความห่วงใยการปกป้องและต้องการดูแลเช่นพี่ชายน้องชายเท่านั้น เขาไม่เคยรักมินจุนแบบที่รักอูยองเลย กว่าเขาจะรู้ก็สายไปแล้ว กว่าเขาจะรู้ก็ต้องให้มินจุนเป็นคนบอกให้รู้
ถ้าเขาเชื่อฟังหัวใจตัวเองบ้างก็คงดีเพราะตอนนี้สมองอันมีเหตุผลชาญฉลาดของเขาก็กำลังทำให้หัวใจของเขาแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี

ห้องที่มืดทึบเพราะม่านสีเข้มหนาแม้ว่าตอนนี้เป็นเวลาเช้าแล้วก็ตามมีกลิ่นเหล้าและเครื่องดื่มดีกรีแรงทั้งหลายตลบอบอวลไปทั่วห้อง เศษกองขวดเปล่าบ้างมีของเหลวค้างอยู่บ้างถูกวางเกะกะไว้ทั่วห้อง บนเตียงที่เคยสวยงามและจัดแบ่งอย่างเป็นระเบียบเพราะอาศัยนอนกับใครอีกคนตอนนี้นั้นมีสภาพไม่เหลือดี มันทั้งเหม็น เละเทะ ยับเยิน และมีอุปสรรคชิ้นโตนอนขวางเหยียดกายอยู่ด้านบน ร่างที่ปกตินั้นจะหล่อเหลาดูดี มีเหตุผล ไม่เคยนึกขาดงานสักวันนั้น นอนเมามายจนหลับไปซ้ำแล้วซ้ำอีกมาได้สองวันแล้ว ความเมาที่ทำให้เจ้าตัวไม่ได้ดูแลตัวเองจนหนวดเขียวเริ่มจะแทงขึ้นมาบนใบหน้ามี่เป็นรอยช้ำเพราะเหตุชกต่อยยังคงไม่หายดีให้เห็น
เปลือกตาหนากระตุกเล็กน้อยกับเสียงคุ้นหูที่ได้ฟัง รวมทั้งกลิ่นหอมคุ้นเคยที่เข้ามาแตะจมูก
กลิ่นไข่เจียว ไข่เจียวที่อูยองมักจะทำให้เขาทานอยู่เสมอ
คิดได้เพียงแค่นั้นร่างหนาที่เมามายและทิ้งเรี่ยวแรงทั้งหมดไปแล้วเสียสิ้นนั้นก็กระเด้งตัวตื่นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ร่างหนาที่โซเซและโงนเงนรีบลุกขึ้นจนเกือบจะทรงตัวไว้ไม่อยู่ เท้าทั้งสองเตะเขี่ยขวดและกระป๋องที่กองขวางทางอยู่บนพื้นทิ้งไปให้พ้นทาง รีบสาวเท้าเดินออกมาจากห้องนอนตรงไปที่ห้องครัวทันที

“อูยอง อูยองของพี่ อูยอง”เสียงพึมพำดังขึ้น ตาโตเบิ่งกว้างเมื่อมองเห็นแผ่นหลังบางของผู้ชายร่างเล็กที่กำลังยืนอยู่หน้าเตาในครัว
“อูยอง อูยองกลับมาหาพี่แล้วใช่ไหม” ร้องอย่างดีใจร่างหนารีบถลาเข้าไปหาร่างเล็กทันที แขนแกร่งโอบกอดรอบร่างเล็กอย่างรวดเร็ว ร่างในอ้อมแขนไม่ได้อัทธานหายไปไหน แสดงว่าเขาไม่ได้ฝันไป นี่เป็นเรื่องจริง อูยองกลับมาแล้ว มาหาเขาแล้ว
“อูยองรู้ไหมพี่คิดถึงอูยองมากแค่ไหน” เอ่ยพูดอย่างรวดเร็ว แต่อ้อมกอดที่มอบให้นั้นกลับโดนผลักไส
“อย่าครับคุณนิชคุณ ผมไม่ใช่อูยองครับ ผมเจย์ครับ ปล่อยผมนะครับ     คุณนิชคุณ” ฝ่ามือบางพยายามที่จะดันตัวเองออกจากอ้อมกอดที่จู่ๆก็เข้ามาจู่โจม แต่ทำยังไงก็ไม่หลุดและดูเหมือนนิชคุณจะไม่ยอมมีสติด้วย ดีนะที่เขาปิดเตาแก๊สแล้ว เขามาห้องของนิชคุณพร้อมกับคนรักของเขาแทคยอน เพื่อนรักของนิชคุณ เข้ามาเห็นซากไข่เจียวที่ทอดไหม้ตั้งหลายใบก็นึกว่านิชคุณอยากทานก็เลยทำให้ไว้แต่กลับเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิด
“ปล่อยนะครับ ปล่อยผมนะคุณนิชคุณ ผมไม่ใช่อูยองนะครับ แทค แทคช่วยเจย์ด้วย ” เอ่ยร้องเรียกคนรักของตัวเองเสียงดังจนได้ยินเสียงฝีเท้าของคนที่ออกไปคุยโทรศัพท์ที่ระเบียงรี่ตรงเข้ามาทันที ยังไม่ทันที่แจบอมจะได้เอ่ยร้องขอความช่วยเหลืออีก นิชคุณก็ล้มลงไปกองกับพื้นเสียแล้ว เขาจ้องมองแทคยอนที่ยืนลูบมือตัวเองเพราะใช้สันมือทุบท้ายทอยเพื่อนตัวเองจนสลบ แจบอมรีบวิ่งไปแล้วกอดแขนแทคยอนไว้จนแน่นทันที มือหนาลูบไล้เส้นผมนิ่มของแจบอมอย่างปลอบโยน
“ไอ้คุณเอ๋ย กูอุตส่าห์มาเยี่ยมเสือกมาลวนลามเมียกูซะงั้น มันน่าเป็นห่วงไหมเนี่ย” ตาโตมองเพื่อนรักที่นอนกองกับพื้นอย่างเหนื่อยใจและท้อแท้กับสภาพที่เห็น      แทคยอนถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนกับสภาพดูไม่ได้ของเพื่อนตัวเอง
“ความรักนี่หนามันช่างไม่ต่างคมมีดอันตรายเสียจริง ๆ ”
…………
“ฉันขอโทษนะเจย์” เสียงขอโทษที่ไม่ได้มีอารมณ์ร่วมมากนักแต่ก็ไม่ได้เย็นชาเกินไปเอ่ยบอกคนที่วางจานข้าวที่มีไข่สีเหลืองเจียวน่าทานโปะอยู่ข้างบนตรงหน้านิชคุณ
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเข้าใจว่าคุณนิชคุณคงคิดถึงอูยองมาก” แจบอมวาดยิ้มให้อย่างอ่อนโยนนั่งลงข้างคนรักตรงโซฟาฝั่งตรงข้ามกับนิชคุณ เจ้าของห้องที่มีสภาพซีดเซียวฉีกยิ้มจาง ๆ ส่งให้ จ้องมองข้าวไข่เจียวที่แจบอมทำให้ อาหารที่เขาเข้าใจผิดนึกว่าอูยองกลับมาทำให้เขาทานแล้ว กลับมาหาเขาแล้ว
“ผมทำให้น่ะครับ เห็นมีซากไข่เจียวเต็มห้องครัวเลย คิดว่าคุณนิชคุณอยากทาน” นิชคุณเงยหน้ามาส่งยิ้มขอบคุณให้กับประโยคใจดีของแจบอม รอยยิ้มที่แสนจืดจาง
“อูยองเขาทำอาหารไม่เก่งเหมือนทำขนม เจย์คงจำได้ แต่อูยองน่ะเขาจะชอบทำไข่เจียวให้ผมทานตลอดเลย เขาบอกว่า ฮึก เขาชอบทำไข่เจียวเพราะมันกลมเหมือนหน้าเขา กลมเหมือน…. ” เสียงทุ้มหยุดลงเมื่อคลื่นสะอื้นตีตื้นขึ้นมาจนลำคอตีบตัน น้ำตาลูกผู้ชายไหลออกมาอย่างไม่อายที่มาร้องไห้ต่อหน้าเพื่อนรักและคนรักของเพื่อน ไม่สนใจหากจะโดนด่าว่าอ่อนแอ หรือเป็นไอ้ขี้แพ้ เขายอม ยอมเป็นไอ้ขี้แพ้ เอาไม่อยากจะเป็นอีกแล้วคนที่ทำตามสัญญาหรือว่าคนที่คอยปกป้องใคร ๆ
เขายอมเป็นแค่ไอ้โง่ตัวหนึ่งให้ใครตราหน้าก็ได้ ขอแค่ได้เจออูยองอีกครั้ง
ขอแค่นั้น เพราะการที่จมปลักอยู่กับตัวเองทำให้เขาคิดได้ว่า อูยองคงไม่ทิ้งคนอย่าง ฮยอนจุงมาหาผู้ชายไม่ได้เรื่องอย่างเขาอีกแล้ว การได้อูยองคืนมาดูจะไม่ทางเป็นไปได้เลย แต่อย่างน้อยเขาก็ยังอยากเจออูยอง อยากเจอเพื่อที่จะบอกประโยคนึงที่ติดค้างกับอูยองมานานแสนนาน ประโยคที่ตอนนี้แม้มันจะไม่มีค่าอีกแล้วเขาก็ขอให้ได้บอกอูยองสักครั้ง
“แทค” แจบอมดึงมือคนรักที่นั่งทำหน้าตาเฉยมองเพื่อนตัวเองร้องไห้ ยิ่งเห็น นิชคุณนั่งร้องไห้ออกมาอย่างหนักโดยไม่สนใจเลยว่าจะมีใครอยู่ตรงนี้เพียงเพราะคิดถึงเรื่องของอูยอง แจบอมก็รู้สึกสงสารขึ้นมาจับใจ
เขารู้ความรู้สึกนี้ดี การสูญเสียซึ่งคนที่รัก เพราะเขาเผชิญกับมันมาทั้งชีวิต ทั้งแม่แท้ ๆ ที่ให้กำเนิดเขามา คุณพ่อที่เขารักอย่างยิ่ง แม่เลี้ยงที่เขารักไม่แพ้แม่จริง ๆ และการเกือบสูญเสียแทคยอนไปหลายครั้งหลายคราเพราะความเข้าใจผิด
หากเขาสามารถช่วยเหลือนิชคุณไม่ให้ตกอยู่สภาพสูญเสียได้บ้างเขาก็อยากจะช่วย
“แทคยอน” แจบอมจ้องตาเฉี่ยวใส่แทคยอนเมื่อเห็นว่าคนรักยังนิ่งอยู่ แทคยอนถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือหนาบีบจมูกรั้นอย่างหมั่นเขี้ยว แล้วทำตามความต้องการของคนรัก
“นี่ไอ้คุณ ไอ้คุณ” เมื่อเห็นเพื่อนรักยังจมปลักกับความคิดตัวเองก็หยิบหมอนอิงขว้างใส่ไปเสียหนึ่งทีนิชคุณเงยหน้าขึ้นมามองด้วยสายตาที่เคร่งเครียด
“ขอบใจมึงที่มาเยี่ยม แต่มึงกับเจย์ กลับไปเถอะ” นิชคุณเอ่ยบอกแล้วลุกขึ้นเดินตรงไปทางห้องนอนตัวเองทันที หมายจะดื่มเหล้าให้เมามายเพื่อลืมความทุกข์ไปบ้าง เพาะการผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีก
เขาติดต่อเพื่อนของอูยอง ชานซองและจุนโฮได้ พยายามไม่เล่าเรื่องให้ฟังจะได้ไม่ตกใจและเด็กสองนั่นก็บอกเขาว่าไม่ได้ติดต่ออูยองมาพักใหญ่แล้วนึกว่าอยู่กับเขาเสียอีก เขาย้ำว่าหากอูยองติดต่อมาให้บอกเขาทันทีก็ไม่มีวี่แวว เช่นเดียวกับที่เขาไปบ้านอูยองที่ปูซาน เขาเคยไปกับอูยองสามสี่ครั้งในฐานะเจ้านาย คุณยายของอูยองต้อนรับเขาอย่างดี พร้อมคำถามที่เปรี่ยมหวังว่าอูยองไม่มาด้วยหรือ เขาจึงรู้ทันทีว่าอูยองไม่ได้กลับไปที่บ้าน เขาออกตามหาอูยองในทุกที่ที่อูยองเคยไป ในทุกที่ที่คิดว่าอูยองจะไป เขาไปเฝ้ารอหน้าบ้านของคิม ฮยอนจุงแต่ก็ไม่มีวี่แววอูยองเลยสักนิด มันเป็นเวลาเพียงไม่กี่วันที่เขาหาอูยองด้วยตัวเองแต่ผลที่ได้กลับมาก็น่าผิดหวังสิ้นดีเหมือนเดิม เขายังไม่หมดหวังจนกระทั่งได้รับข้อ ความจาก คิม ฮยอนจุง
หมอนั่นส่งมาบอกว่า มันพาอูยองไปแล้วไปอยู่ที่ต่างประเทศและเป็นที่ไหนนั้นมันก็ไม่มีวันบอก มันบอกเพียงว่าเขาจะไม่มีเจออูยองอีกชั่วชีวิต เขาให้นักสืบออกค้นดูทุกสนามบินและท่าเรือที่ออกนอกประเทศได้ เขาเองไปที่สนามบินที่อยู่ไม่ไกลแล้ววิ่งพล่านหาอูยองไปทั่วเหมือนคนบ้า แต่ก็ไม่เจอ ..ไม่เจออูยองเลยสักนิด
มาหายโง่เอาอีกทีก็ตอนที่เลขาแจ้งว่าหมอ คิม ฮยอนจุงนั้นลางานไปแล้วได้หนึ่งอาทิตย์และจะลางานต่ออีกหนึ่งอาทิตย์ หมายความว่าหมอนั่นพาอูยองของเขาจากไปแล้วไกลแสนไกลงั้นสินะ
แม้มันจะสิ้นหวังแต่เขาก็ยังจะหาอูยองต่อเขาพยายามสืบว่าฮยอนจุงมีญาติอยู่ต่างประเทศที่ไหนบ้าง แต่ก็ไม่ได้เรื่องเลย ความท้อถอยมันกัดกินจนเขาไม่อยากคิดอะไร ไม่อยากรู้สึกอะไร ถึงได้ใช้เหล้ากัดกินสมองและจิตใจให้ด้านชาไปเสีย เพราะเมื่อคิดดูแล้ว ฮยอนจุงคงดูแลอูยองได้ดีกว่าเขาแน่ ๆ อย่างน้อยที่สุดหมอนั่นก็ไม่เคยลังเลที่จะพูดออกมาว่ารักอูยองมากแค่ไหน

 

“เดี๋ยวสิเว้ยไอ้คุณ” แทคยอนเอ่ยเรียกขณะที่มือหนากำลังจะดันประตูห้องนอนปิด นิชคุณไม่ได้สนใจ แต่มือที่กำลังดันประตูปิดลงนั้นชะงักกึกเมื่อได้ฟังประโยคถัดมา
“นักสืบของกูติดต่อมา” เมื่อเห็นว่านิชคุณหยุดนิ่งจึงพูดต่อ
“กูยังสั่งให้เขาสืบไปเรื่อย ๆ อยู่ เมื่อวานเขาก็ติดต่อเข้ามา เขาบอกว่าเจอคนที่เหมือนกับในรูปที่กูให้ไป มึงสั่งให้นักสืบหาทั้งโซล หาทั้งประเทศนี้เลยใช่ไหม ให้หาไปต่างประเทศด้วย แต่ว่ามึงลืมให้นักสืบมึงหาไปที่นึง” หยุดอีกครั้งเมื่อเห็นนิชคุณหันกลับมา ดวงตาคู่โตนั้นเป็นประกายจากจากซากศพเมื่อครู่สิ้นเชิง
“ที่ ๆ ที่ไม่ไกลเลย ในขณะที่ฮยอนจุงมันหลอกให้เราคิดว่าอูยองอยู่ไกลแสนไกล หาไปทั่วจนไม่คิดว่ามันจะซ้อนแผนเอาอูยองมาไว้ใกล้ ๆ  นักสืบของฉันเจออูยอง เขาคอยตามดูจนแน่ใจว่าอูยองอยู่ที่ไหน”
“อูยอง อยู่ที่ไหนแทค” แทคยอนยังนึกแปลกใจที่นิชคุณเอ่ยถามได้ด้วยเสียงที่สงบมากขนาดนั้น แต่ดูแล้วคงเป็นความสงบก่อนพายุจะมาเสียมากกว่าเมื่อเขามองเห็นความบ้าคลั่งและคิดถึงที่กำลังจะปะทุออกมา
ความบ้าคลั่งที่เขาแน่ใจว่ามันต้องมากมายแน่หากนิชคุณรู้ว่าอูยองอยู่ที่ไหน
“ที่นี่” ราวกับเห็นเพื่อนรักตัวแข็งทื่อไป แทคยอนไม่แปลกใจนักที่เห็นอาการช็อคจากคนตรงหน้า ตอนที่เขารู้ข่าวเขาเองก็ยังช็อค สมแล้วที่ฮยอนจุงมันได้เกียรติ์นิยม ฉลาดเป็นกรดเลย
“อูยองอยู่ที่นี่มาตลอดนักสืบหรือแม้แต่แกเองเลยไม่เคยหาเจอเพราะเราไม่คิดจะค้นหาในที่ที่จุดไต้ตำตอแบบนี้ อูยองอยู่ที่ตึกข้างหลังนั่น” นิชคุณหันหลังไปดูตึกทรงหรูหราสีงาช้างที่อยู่ตรงข้ามกัน มันเหมือนกับตึกนี้เพราะเป็นเงาสะท้อนของกันและกัน มันเป็นตึกแฝดทางเข้าของตึกนั้นอยู่ตรงกันข้ามกัน หากจะไปต้องอ้อมถนนไป ยกเว้นคนที่อาศัยอยู่ตึกนี้ที่หากมีประสงค์จะไปเยือนนั้น ไปได้แสนง่ายเพราะทั้งสองตึกถูกเชื่อมเอาด้วยสะพานข้ามตึก สะพานที่อยู่ห่างจากห้องเขาไปเพียงสี่ห้องเท่านั้น
“ชั้นหนึ่ง ห้อง 1704” ทันทีที่แทคยอนพูดจบนิชคุณก็รีบวิ่งออกไปไม่สนใจแม้กระทั่งจะสวมรองเท้า วิ่งไปตามทางที่มีโค้งมากมาย ไม่สนใจว่าจะเหนื่อยแค่ไหน หรือเกือบจะชนใครไปแล้วบ้าง สองขายังคงวิ่ง วิ่งไป
ใกล้ ใกล้มากเหลือเกินในขณะที่เขาวิ่งไปทั่วประเทศนี้เพื่อตามหาอูยอง ออกห่างจากที่พักของเราไปเรื่อย ๆ เพื่อหวั งว่าจะหาอูยองเจอมันกลับยิ่งทำให้เขาห่างไกลออกไป
วิ่งลงมาจนถึงบันไดลงชั้นที่หนึ่ง เขาวิ่งไปต่อไปดวงตามองดูเลขบนประตู
1702
1703
1704
นิชคุณยืนหอบหายใจอยู่หน้าประตูห้องที่ปิดสนิท เขารู้สึกได้ถึงมืออันสั่นเทาที่กำยกขึ้นมาเพื่อที่จะเคาะประตู
การที่เขาได้รู้ว่าอูยองอยู่ที่นี่ทำให้เขาได้รับรู้ความจริงสามอย่าง อย่างแรกเขามันเป็นคนโง่สิ้นดี และอย่างที่สอง อูยองไม่อยากเจอเขาอีกแล้ว เพราะหากอูยองต้องการเจอเขาคงเดินมาหาแล้วเพราะเราอยู่ใกล้กันเพียงเท่านี้ และสามต่อให้รู้ว่าอูยองคงไม่รักเขาอีกแล้ว แต่เขาก็ยังรักอูยองอยู่ดี
ความรักที่อย่างน้อยก็อยากจะบอกให้อูยองได้รับรู้
‘ปัง!! ปัง !!’
นิชคุณกลั้นหายใจระหว่างที่รอลุ้นเสียงตอบรับจากภายในห้อง เขาไม่แนะนำตัวอะไรเพราะกลัวว่าอูยองจะไม่เปิดมาเจอกัน เขาอยากเจออูยอง แม้รู้ดีว่าอูยองคงไม่อยากเจอเขาอีกแต่ก็อยากจะเจออีกสักครั้งจริง ๆ
..ห้องด้านในยังคงเงียบกริบ
“ปัง!! ปัง!!”
เคาะซ้ำอีกครั้งนึงความเงียบที่ตอบกลับมาทำให้นิชคุณลังเลว่าอูยองไม่อยู่ห้องหรือว่าเห็นว่าเป็นเขาแล้วจึงไม่ยอมเปิดกันแน่
ยกมือขึ้นเพื่อเคาะเรียกอีกครั้ง
“เคร้งงง!!!” เสียงดังจากด้านหลังทำให้นิชคุณหันหลังไปดูทันทีสิ่งที่เห็นคือใบหน้าน่ารักที่กำลังตื่นตกใจจนปล่อยของในมือตกพื้นจนหมด ใบหน้าที่คิดถึงเหลือเกิน
“อูยอง อูยอง!!”นิชคุณร้องเรียกขายาวรีบสาวเข้ามาใกล้
“พี่คุณ!!” จังหวะที่นิชคุณจะคว้าตัวได้อูยองรีบหันหลังแล้ววิ่งทันที แม้ใจจริงอยากจะหยุดอยู่ตรงนั้นเดินเข้าไปใกล้ สัมผัสคนตรงหน้าที่คิดถึง เอ่ยถามถึงหนวดเคราที่ไม่ได้รับการจัดการจนบดบังใบหน้าหล่อ หรือจ้องมองเข้าไปในดวงตาโตนั้น แต่ไม่อาจทำได้ กลัวสิ่งที่นิชคุณกำลังคิดอยู่ อูยองรู้ตัวดีว่าต้องรับไม่ได้แน่หากนิชคุณแสดงอาการรังเกียจรูปถ่ายที่เขาส่งไปให้

 

“อูยอง อูยองรอพี่ด้วย” เสียงทุ้มที่เรียกไล่หลังมา ทำให้อูยองยิ่งเร่งฝีเท้ามากขึ้น ตรงไปทางประตูทางออกโรงแรมหวังจะแฝงตัวไปในฝูงคนจนนิชคุณตามไม่เจอ อูยองไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรตอนนี้ฮยอนจุงก็ไม่อยู่ รายนั้นยังไม่กลับมาเลยตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วที่นำเขามาอยู่ที่ตึกนี้ ตอนแรกเขากลัวตัวเองว่าจะห้ามใจไม่ให้ไปเจอนิชคุณไม่ได้ แต่คำพูดต่างๆที่ฮยอนจุงเตือนสติเขาก็ทำให้เขาอดทนอยู่ที่นี่ได้ แม้มีหลายครั้งที่เผลอเดินไปมองดูหน้าต่างของห้องที่นิชคุณอยู่ มองผ่านม่านหนาที่ถูกใช้ไว้บังแสงจากภายนอกพลางคิดว่าคนในห้องจะเป็นเช่นไรบ้าง แต่ก็ทำได้เพียงแค่นั้น เพียงแค่มอง  เพราะหากเขาควบคุมตัวเองไม่ได้ เรื่องวุ่นวายนี้ก็จะไม่จบลงเสียที
อูยองมองทางตันจากประตูเหล็กที่ลงกลอนจากอีกฝั่งตรงหน้าอย่างตื่นกลัว หากคิดจะย้อนกลับไปทางเดิมก็คงไม่ได้ เมื่อนิชคุณที่วิ่งตามนั้นยืนหายใจหอบอยู่ด้านหลัง ไม่ห่างนัก
“อูยอง อย่าพึ่งหนีพี่ได้ไหมฟังพี่ก่อน” นิชคุณเดินเข้ามาใกล้เอ่ยร้องบอกด้วยเสียงหายใจหอบ อูยองถอยหลังจนติดกับประตูเหล็ก  อีกสามก้าวนิชคุณก็จะเข้าประชิดถึงตัวอูยองแล้ว แต่เจ้าตัวก็หยุดฝีเท้าไว้ตรงนั้น
หากใกล้เกินไปแล้วอูยองจะยิ่งเจ็บปวด จะไปมีประโยชน์อะไรจริงไหมล่ะ เขาต้องหัดเรียนรู้และยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นเสียบ้าง
หากแต่ในความคิดของคนตัวเล็กนั้นกลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง ความรู้สึกตัดพ้อชัดเจนในความคิดของอูยอง นิชคุณคงรู้สึกรังเกียจเขาสินะ

“พี่มีเรื่องที่จะบอกอูยองเยอะมากเลยรู้ไหม” ตาโตฝืนไว้ไม่ให้น้าใสเอ่อขึ้นมาบังภาพคนตรงหน้า ฝืนไว้ที่จะไม่กระพริบตาถี่รัวเพราะกลัวว่าอูยองจะหายไปอีก  มือหนาบีบกันแน่นเพื่อฝืนที่จะไม่เอื้อมไปรั้งอูยองเข้ามากอด เพราะแค่มองดูก็รู้ว่าอูยองนั้นกำลังหวาดกลัวตัวเองมากแค่ไหน
“ผม ..ผมไม่อยากรู้” อูยองหลบตาเอ่ยบอกพึมพำเสียงไม่ดังนัก นิชคุณหน้าเสียลงมากเมื่อได้ฟังประโยคนั้นแต่ก็ยังคงฝืนยิ้ม ต่อให้อูยองจะไม่รัก อูยองจะเย็นชาใส่แค่ไหนก็อยากที่จะบอก เอ่ยบอกสิ่งที่เก็บเอาไว้ทั้งหมด
ต่อให้รู้ดีว่ามันจะไร้ค่าแม้พร่ำพรรณนาออกไปเท่าไหร่แต่ก็ยังคงอยากที่จะบอกอยู่ดี
“พี่คิดถึงอูยองมากเลยไหม พี่น่ะจะตายอยู่แล้วที่ไม่รู้ว่าอูยองอยู่ไหน อูยองเป็นตายร้ายดียังไง” เสียงทุ้มเอ่ยประโยคจากความรู้สึกด้วยน้ำเสียงสั่นเทา ประโยคที่เพียงเริ่มอูยองก็รู้สึกสูญเสียความมั่นคงในใจที่จะตัดขาดนิชคุณให้เด็ดขาดอย่างช้า ๆ
“เรื่องของมินจุน สิ่งเห็นแก่ตัวที่พี่ทำพี่อยากจะขอโทษอูยอง อยากขอโทษมาตลอดที่เอาแต่ได้ เก็บอูยองเอาไว้กับพี่ ทำให้อูยองต้องเสียใจเรื่อยมา  เรื่องวันนั้นที่พี่ว่าอูยองไปพี่ก็อยากจะขอโทษ พี่ทำผิดเยอะแยะจนไม่รู้ว่าควรจะขอโทษเรื่องอะไรก่อนดี แต่พี่อยากจะขอโทษอูยอง อยากบอกอูยองว่าพี่ไม่เคยยอมรับความจริงเลยว่าสำหรับพี่ มินจุนคือครอบครัว คือสิ่งสำคัญ แต่ไม่ใช่คนรัก ไม่ใช่เลย….” เพราะดวงตาเรียวที่ต้องมองอยู่ไม่ได้ดูกลัวมากเท่าเก่า นิชคุณจึงก้าวเข้ามาใกล้มากขึ้น
“พี่รักอูยอง รักอูยองมาตลอด และก็ยังคงรักอยู่ พี่กล้ายอมรับแล้วอูยอง”        อูยองที่ยืนนิ่งไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจอะไร นิชคุณค่อย ๆ ยื่นมือหนาที่สั่นไม่น้อยออกมาสัมผัสแก้มขาวเนียนของคนตรงหน้า
“ได้โปรดช่วยฟังพี่บอกอูยองหน่อยได้ไหมว่า พี่รักอูยอง” อูยองตกใจไม่น้อยกับคำบอกรักที่ได้ฟัง คำที่เขาเฝ้าหวังจะฟังมันมานานแสนนาน คำบอกรักจากคนที่เขารักอย่างไม่มีข้อแม้ใด  ตาเรียวกระพริบช้า ๆ น้ำตาหยดใสไหลลงมาตาแก้มนวล มือหนาค่อย ๆ เช็ดซับให้อย่างอ่อนโยน
“พี่ไม่มีปัญญาจะให้คำสัญญาหรอกว่าจะไม่ทำอูยองร้องไห้อีก พี่ขอโทษนะ”เอ่ยบอกเมื่อเห็นน้ำตาของอูยองไหลออกมาอีก ร่างบางกลั้นสะอื้นและยังคงเงียบฟัง
“พี่รู้ดีว่าพี่มันเป็นผู้ชายที่เลว ไอ้ฮยอนจุงมันคงดีกว่าพี่เป็นไหน ๆ แต่ผู้ชายเลว ๆ คนนี้ก็ยังอยากบอกอูยองอยู่ดีว่า มันต้องการอูยองอยู่ข้าง ๆ กัน ” มือหนายกขึ้นลงอย่างเก้กัง อยากจะกอดแต่ก็กลัวว่าอูยองจะรู้สึกแย่
“เรื่องนั้น…” อูยองเอ่ยขึ้นบ้างแล้วเงียบไปสักพักเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ ตาเรียวหลบจากตาโตก่อนจะพูดต่อ
“พี่ไม่รังเกียจผมเหรอ รูปพวกนั้นผมกับพี่ฮยอนจุงเราทำอะไรกัน พี่ไม่รังเกียจผมที่แปดเปื้อนคนนี้เหรอ”
“ไม่ ไม่เลย พี่คิดเรื่องนี้ พี่รักอูยอง และก็ยังคงรักอยู่ มันไม่เป็นไรหรอกอูยอง อูยองเป็นสิ่งมีค่าสำหรับพี่ต่อให้ยังไง สิ่งมีค่ายังไงก็มีค่าเสมอ” อยากรั้งเข้ามากอด อยากกอดปลอบโยนร่างเล็กตรงหน้า เพราะความต้องการที่แน่นอยู่ในใจ นิชคุณดึงร่างเล็กเข้ามาในอ้อมกอด ต่อให้อูยองไม่ต้องการก็ยังอยากจะกอดเอาไว้
“พี่รักอูยองนะ พี่อยากบอก อยากบอกซ้ำอีกสักร้อยครั้ง สักพันครั้ง ทดแทนเวลาทั้งหมดที่คนโง่อย่างพี่ไม่เคยทำ” พูดออกมาจากหมดในสิ่งที่คิดต่อให้รู้ดีว่า ไม่ใช่เขาอีกแล้วอีกอูยองจะเลือกแต่ก็อยากจะบอก
“พี่จะไม่ถามว่าอูยองยังรักพี่ไหม เพราะพี่ไม่อยากรู้ ต่อให้ตอนนี้อูยองจะรัก ฮยอนจุงก็ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรเพราะพี่รักอูยอง รัก ต่อให้อูยองไม่รักพี่อีกแล้ว รัก ต่อให้    อูยองจะเกลียดพี่แต่ก็ยังคงรักอูยองอยู่ดี”
“อูยองอาจจะไม่รักพี่อีกแล้ว แต่รักอูยองนะ รัก รักมากจริง ๆ” แล้วนิชคุณก็ห้ามน้ำตาที่กลั้นเอาไว้ไม่ได้อีก เสียงทุ้มสั่นเครือ อ้อมกอดแน่นขึ้นจนได้ยินเสียงหัวใจของร่างบางเต้นอยู่แนบอก ใบหน้าหล่อที่เต็มไปด้วยหนวดเคราซบลงบนไหล่บาง น้ำตาอุ่นหยดซึมลงไปบนเสื้อยืดแขนยาวสีหวานของอูยอง หยดแล้วหยดเล่า มือบางที่สั่นเทาไม่น้อยเช่นกันยกขึ้นเพื่อกอดตอบ กอดตอบกลับให้กับอ้อมกอดที่เต็มไปด้วยความรักจากนิชคุณที่เขาไม่เคยได้รับมันมากเช่นนี้มาก่อน
ความรักที่พัดเข้ามาหาอูยองดุจคลื่นยักษ์ที่ทำลายทุกความขุ่นข้องในใจไปจนหมด ทำลายกำแพงที่พยายามจะก่อขึ้นเพื่อกั้นความรักครั้งนี้ออกจากตัวเอง  ทำลายทุกอย่างลงจนหมด จนเหลือเพียงหัวใจดวงเดิมที่ยอมโง่อยู่เสมอเพราะรักนิชคุณ
“ผมไม่รู้จริง ๆ ไม่รู้จริงเลยว่าจะเลิกรักพี่ยังไงดีพี่คุณ” สิ้นประโยคที่ของอูยอง อ้อมกอดของนิชคุณยิ่งแน่นขึ้น แน่นราวกับกลัวว่าอูยองจะหายไป อูยองซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของนิชคุณ ซบใบหน้าไปกับอกแกร่งและกอดอุ่นที่แสนคิดถึง ไม่กล้าที่จะเอ่ยอะไรออกมาอีกเพราะกลัวว่าเวลาแห่งความสุขนี้เลือนหายไปเช่นความฝันที่จะไม่มีวันดำรงอยู่เมื่อความจริงนั้นมาเยี่ยมเยือน

 

……………
“Rrrrrrrrr~~~~~~”
เสียงโทรศัพท์ที่สั่นอยู่ในกระเป๋ากางเกงทำให้ฮยอนจุงจำต้องปล่อยมือที่กำลังสางเส้นผมละเอียดมือของมินจุน มินจุนหันมามองยิ้มให้อย่างไม่เป็นไรเมื่อเห็นฮยอนจุงมองมาพร้อมโทรศัพท์ในมือ  ฮยอนจุงขยี้ผมของมินจุนอีกครั้งแล้วลุกจากโซฟา สายตามองดูชื่อบนจอโทรศัพท์ เบอร์นั้นคือเบอร์ของอูยอง
นั่นสิ อูยอง..ฮยอนจุงพึ่งมารู้สึกตัวว่าตัวเองแทบไม่เคยคิดถึงอูยองเลยตลอดเวลาที่อยู่กับมินจุน แล้วต่อจากนี้อีกล่ะ เขารู้แล้วว่าเขาไม่ได้รักอูยองเชิงชู้สาวเช่นเดิมแล้ว แล้วเขาควรจะทำอย่างไรกับเรื่องของนิชคุณและอูยอง  เพราะเรื่องมินจุนนั้นเขาจะต้องไปเอามินจุนมาจากนิชคุณอยู่แล้ว จากเรื่องทั้งหมดที่มินจุนเล่าให้เขาฟังเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้งสองคนว่ามาเป็นคู่หมั้นกันได้เช่นไรนั้น ตอนนี้มินจุนเองก็อายุเกินวุฒิภาวะมาตั้งนานแล้วด้วย ถ้าเขาจะดูแลมินจุนเองคงไม่เป็นปัญหา ปัญหาคือถ้าเขาไปคุยเรื่องมินจุนกับนิชคุณ แน่นอนว่านิชคุณคงจะถามหาและเอาอูยองไปจนได้แน่ ๆ ถึงจะเข้าใจนิชคุณมากขึ้นว่าหมอนั่นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรจากมินจุน แต่ก็ยังไม่อยากที่จะให้      อูยองไปทนเสียใจแบบนั้นอยู่ดี
คิม ฮยอนจุงถอนหายใจ แล้วกดรับโทรศัพท์ที่ยังคงส่งเสียงร้องอยู่เพราะมัวคิดเรื่องอื่น ๆ อยู่นานป่านนี้อูยองคงถือสายนานแล้ว
“อูยอง มีอะไ…” ทันทีที่รับสายฮยอนจุงทำได้เพียงแค่เงียบแล้วฟังเสียงจากปลายสายเท่านั้น เสียงนั้นคือเสียงของอูยองไม่ผิดแน่ และเรื่องที่ได้ฟังจากอูยองทำให้เขาต้องตัดสินใจว่า ระหว่างความหวงน้องชายที่รักอย่างอูยอง กับ ความเป็นคนดีเขาจะเลือกอะไร
ฮยอนจุงยืนฟังอย่างนิ่งเงียบผิดกลับปลายสายที่กำลังเอ่ยพูด
“พี่เข้าใจแล้ว พี่จะกลับไปเดี๋ยวนี้ อูยองรอพี่ก่อนนะ” พูดด้วยน้ำเสียงมั่นคงอย่างมากพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้เสียงสั่นตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจ
เสียงเลื่อนปิดบานประตูกระจกทำให้มินจุนเงยหน้ามองฮยอนจุงด้วยใบหน้าที่ยังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ซึ่งสะดุดลงไปเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าที่เรียบเฉยของฮยอนจุง
“มินจุน ลุกเถอะ เราต้องไปโซลตอนนี้” เพราะสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถามของมินจุนทำให้ฮยอนจุงเอ่ยประโยคต่อมา ประโยคที่ทำให้หนังสือในมือของมินจุนหล่นลงกระแทกพื้นเสียงดัง
“ผมต้องกลับไปเข้าห้องผ่าตัด นิชคุณถูกรถชนบาดเจ็บสาหัส อูยองพึ่งโทรมาบอกผมเมื่อครู่นี้”
มินจุนรีบเดินตรงไปทางประตูห้องเพื่อออกไปขึ้นรถทันที ไม่มีน้ำตาสักหยดที่ไหลออกมาในตอนนี้ มีเพียงฝ่ามือที่กำแน่นอยู่กลางหน้าอก

 
‘นายต้องปลอดภัยนะคุณ นายต้องปลอดภัยนะ’ กับประโยคนี้เท่านั้นที่ดังอยู่ในความคิดของ มินจุน

 

.

.

tbc

 

เรื่องนี้เปิดรวมเล่มแล้วนะคะ

ใครอยากได้หรืออยากดูรายละเอียด ราคา หน้าปก และต่างๆ

>>จิ้มตรงนี้ค่ะ<<

 

แล้วก็เรื่องPA/PB และเรื่องสั้น con-sum โบว์ยังมีเหลืออยู่นะคะเป็นพร้อมส่ง

>>จิ้มดูตรงนี้ได้เช่นกันค่ะ<<

Advertisements

Leave a Comment

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s