[FIC]LOVE IS ALL AROUND ,RIGHT???!! [KW/CNN/TJ] #16 end

 

16 อ้อมกอดของสายลม

“ท่านนันนารัน ท่านนันนารัน ขอรับ” เสียงตะโกนร้องเรียกและทุบประตูห้องจนเสียงดังทำให้ร่างบางที่กำลังหัวเราะและพูดคุยกับชานซองอย่างมีความสุขผ่านกระจกเวทมนต์ชะงักลง

“เดี๋ยวก่อนนะชานซอง นายเงียบไว้นะ” รีบร้องเตือนชานซองที่เงียบทันทีอย่างเข้าใจ เพราะถ้าคนที่มารู้ว่าทั้งสองแอบติดต่อกันคงไม่เป็นผลดีแน่ มือบางหยิบผ้ามาคลุมกระจกเอาไว้ ก่อนจะมองหน้าตาตัวเองในกระจกแม้จะยังซีดเซียวขอบตาคล้ำแต่ก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม มีความสุขไป คิดแบบนั้นแล้วตีหน้านิ่งงัน

“พวกเจ้ามีอะไร บอกมาสิ” เมื่อได้ยินเสียงอนุญาตของผู้เป็นนาย ปีศาจระดับกลางที่รออยู่ก็รีบตะโกนบอกเสียงตื่น

“ท่านนันนารันขอรับ แย่แล้วขอรับ ท่านจินอุนถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัสขอรับ” คำพูดที่แสนร้อนใจนั้นทำให้นันนารันแสดงสีหน้าที่แสนทุกข์ใจออกมาได้อย่างไม่ต้องเสแสร้ง

“ได้ยังไงกัน” ปากอิ่มพึมพำ รีบลุกขึ้นวิ่งไปเปิดประตูออกจากห้องด้วยความตกใจ ทันทีที่ก้าวเดินออกมาจากห้องก็รู้สึกหายใจไม่ออก เหมือนมันจะหมดเรี่ยวแรงแต่สองขาก็ยังฝืนวิ่งต่อไป วิ่งไปเรื่อย ยิ่งวิ่งไปมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเหนื่อยหอบ ร่างบางทรุดลงกับพื้นบนทางวิ่งหลายต่อหลายครั้งเพราะอาการเหนื่อยหอบและหายใจไม่ออก จนทหารยามและผู้รับใช้ที่เดินผ่านต้องรีบเข้ามาช่วยเหลือ แต่ร่างบางก็เอ่ยปัดอย่างกระท่อนกระแท่น ก่อนที่จะวิ่งมาถึงห้องนอนของจินอุนและควอนในที่สุด

“ค ควอน ควอน เกิด แฮ่ก แฮ่ก เกิดอะไรขึ้น” ร้องถามอย่างตกใจทันทีที่มาถึง เสียงร้องถามนั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อยและราวกับจะหายใจไม่ออก ควอนที่กำลังกุมมือของจินอุนรีบวิ่งมาดูนันนารันที่ล้มลงไปกับพื้น หายใจเหนื่อยหอบรุนแรงราวกับคนเป็นหอบที่อาการกำเริบ ควอนจับบุตรชายตนขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน พิจารณาดูใบหน้าและอาการของนันนารัน

ความรู้สึกเย็นสะท้านแล่นผ่านเข้ามาในใจอีกครั้ง

ผลของการกระทำที่เขาก่อไว้กับแจบอมพี่ชายของตนมันวิ่งตามเขาเร็วเช่นนี้เลยเหรอ

 

“พวกเจ้าออกไปให้หมด ไป!!” ควอนตวาดไล่จนหมอหลวงและบรรดาผู้รับใช้รีบวิ่งออกไป ทันทีที่คนสุดท้ายออกไป ประตุก็ปิดลง ควอนดีดนิ้วหนึ่งครั้ง เพียงครู่เดียวนันนารันก็ค่อย ๆ คลายอาการเหนื่อยหอบและสามารถที่จะหายใจได้ปกติอย่างที่ควรเป็น

“ขอบคุณท่านมาก ควอน” นันนารันเอ่ยขอบคุณก่อนจะรีบถลันไปดูจินอุนที่นอนอยู่บนเตียง

“จินอุนเป็นอะไรเหรอควอน ทำไมถึงได้ถูกทำร้าย” นันนารันจับมือข้างนึงของจินอุนมากุมไว้ ควอนเดินมานั่งอยู่ที่เก้าอีกข้างเตียงตามเดิม ตาเรียวจ้องมองใบหน้าของจินอุน มือบางลูบใบหน้าซีดเผือดนั้นอย่างอ่อนโยน

“จินอุนถูกทำร้ายจากมีดสั้นที่อาบพิษและคำสาปของความมืดมิดไว้ และเพราะความมืดมิดเองก็เป็นส่วนหนึ่งของจินอุน คำสาปและพิษจึงทำร้ายอะไรจินอุนไม่ได้ แต่ที่จินอุนบาดเจ็บเพราะมีดถูกจุดสำคัญในร่างกายและคงจะใช้การพักฟื้นอีกพักใหญ่ถึงจะดีขึ้น” ควอนอธิบาย นันนารันมีสีหน้าโล่งใจขึ้น ถ้าเช่นนั้นอีกไม่นาน  จินอุนก็คงจะฟื้นแล้ว

“ใครทำร้ายผู้ให้กำเนิดข้ากัน ควอน” มีเพียงสิ่งนี้ที่สงสัย จินอุนที่เป็นทายาทของโลกปีศาจนั้นแข็งแกร่งไม่เป็นรองใครในโลกปีศาจแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะถูกทำร้ายโดยไม่ต่อสู้แบบนี้

“ข้าเอง” ควอนพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า ตาเรียวของนันนารันกระพริบถี่ซ้ำๆ จ้องมองควอนอย่างตกใจ

“ท่าน ..ทำไม”

“จินอุนเป็นปีศาจที่ดี ดีเกินไป ดีเกินกว่าสำหรับข้ามากนัก เขามาช่วยข้า ข้ากำลังจะฆ่าตัวตาย เพราะข้าเสียใจที่ทำให้แทคยอนต้องดับสลาย ..ข้าโง่มากเลยใช่ไหมล่ะนารัน” ควอนบอกด้วยน้ำเสียงที่เศร้าหมอง นันนารันได้แต่นั่งฟังอย่างเงียบ ๆ เพราะไม่บ่อยนักที่ควอนที่จะเศร้าเช่นนี้ ควอนยังคงลูบใบหน้าของจินอุนอย่างอ่อนโยนขณะที่เอ่ยพูด

“เจ้ารู้อะไรไหมนารัน ตอนที่ข้ารู้ว่าแทคยอนดับสลายเพราะข้า ข้ารู้สึกผิดข้าคิดว่าข้าจะต้องชดใช้ให้เขาด้วยชีวิต ข้าเลยทำเรื่องโง่ ๆ แบบนั้น แต่พอตอนที่    จินอุนล้มลงในอ้อมกอดข้า จากมีดที่ข้าเป็นคนปักลงไปเอง ความรู้สึกของข้าตอนนั้นมีสองอย่าง อย่างแรกข้าโกรธ ทำไมต้องมาตายเพื่อข้า ทำไมจินอุนต้องแสนดีอย่างนี้อยู่เสมอ จะมาเสียสละเพื่อข้าทำไม และอีกอย่างข้ารู้สึกถึงความล่มสลาย” ควอนกุมมือของจินอุนขึ้นมา แตะหน้าผากลงไปเมื่อน้ำตาเริ่มไหลออกมา

“ในนาทีนั้นที่คิดว่าจินอุนจะจากไปแล้วโลกทั้งใบของข้าก็พังลง มันเทียบไม่ได้กับตอนที่คิดว่าแทคยอนดับสลาย ตอนนั้นข้ารู้สึกผิด ..แต่ตอนนี้ถ้าจินอุนเป็นอะไรไปข้ารู้ว่าข้าจะอยู่ไม่ได้”เสียงร้องไห้ของควอนทำให้นันนารันเดินอ้อมไปนั่งลงข้าง ๆ แล้วโอบกอดควอนเอาไว้จนแน่น

“ตอนนี้ที่ข้าดีใจที่สุดคือข้ารู้แล้วว่าข้ารักจินอุนมากแค่ไหน และอยากจะอยู่ข้าง ๆ จินอุนมากเท่าใดโดยไม่สนใจอีกแล้วว่าแจบอมกับแทคยอนจะเป็นยังไง ไม่สนใจอีกแล้วว่าตอนนั้นข้าจะโกรธมากแค่ไหน ตอนนี้ข้าแค่อยากอยู่กับจินอุน มองดูรอยยิ้มของเขา ..ข้าดีใจที่ข้ารู้ว่าข้ารักจินอุนมากแค่ไหนก่อนมันจะสายเกินไป”

“ใช่ควอน ตอนนี้ท่านยังมีจินอุนอยู่และข้ารู้ว่าจินอุนต้องไม่ยอมทิ้งท่านไปไหนแน่ และท่านก็ยังมีข้าควอน” ควอนวางมือของจินอุนลง หันมาโอบกอดนันนารันจนแน่น มือบางประครองใบหน้าน่ารักขึ้นมา ลูบไล้แก้มเนียนแผ่วเบา จ้องมองดวงตาตี่คู่นั้นของบุตรแห่งตนก่อนจะร้องไห้ออกมายิ่งกว่าเก่า กอดนันนารันเอาไว้จนแน่นที่สุดนานหลายนาที ก่อนที่ควอนจะเอ่ยพูดต่อ

“เจ้ารู้ไหมว่าอาการที่เจ้าเป็นตอนวิ่งมาที่นี่ คืออะไร นารัน” เอ่ยถามในสิ่งที่นันนารันเองสงสัย แต่ตัวเองก็ลืมนึกถึงมันไปเสียแล้ว ตั้งแต่ก้าวขาออกจากห้องก็รู้สึกหายใจไม่ออก เหนื่อยไปหมด เหมือนในอากาศที่เขาคุ้นเคยตั้งแต่เยาว์วัยนี้เต็มไปด้วยตะกอนหนักจนไม่อาจหายใจได้

“ข้าเองก็ไม่รู้ว่าตัวข้าเป็นอะไรควอน ท่านรู้หรือ” นันนารันเอ่ยถาม เพราะรู้ดีว่าควอนนั้นคือผู้ที่เต็มไปด้วยความรู้มากมาย ควอนจ้องมองบุตรชายของตน พยายามจะไม่ร้องไห้ออกมาอีกยามที่เอ่ยพูดต่อไป

“เจ้ารู้ใช่ไหม นารัน ว่าอากาศและสภาพทางกายภาพของโลกปีศาจนั้นต่างจากดินแดนอื่น ๆ เผ่าพันธุ์ต่าง ๆ นั้นล้วนปรับตัวกับโลกปีศาจแตกต่างกันไป แต่เผ่าพันธุ์เดียวที่มีปัญหากับอากาศของโลกปีศาจมากที่สุดจนถึงขั้นไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ที่นี่ได้ ก็คือมนุษย์”

“มนุษย์..” นันนารันพึมพำสิ่งที่ได้ฟัง

“ใช่มนุษย์ อากาศในห้องนี้ก็เป็นเหมือนกับที่โลกมนุษย์เพราะข้าเปลี่ยนให้มันเป็นเช่นนั้นเมื่อครู่นี้ เช่นเดียวกับที่ข้าทำไว้กับห้องของเจ้า ซึ่งมันก็พอช่วยได้แต่ก็คงไม่มากนัก” ควอนจ้องมองผิวที่ขาวซีดและดูเหมือนคนป่วยอย่างมากของนันนารัน

“ควอน ท่านหมายความว่า..”

“ใช่ ตอนนี้เจ้าเป็นมนุษย์แล้ว นารันของข้า เจ้าต้องไปอยู่ที่โลกมนุษย์เจ้าอยู่ที่นี่ไม่ได้อีกแล้ว เพราะผลจากสัมพันธ์ทางกายแสดงออกมาในจุดที่เป็นตรงกลางพอดีระหว่างการได้รับพลังมากเกินไปจนคลั่งกับการดับสลาย ..มันเพิกถอนพลังความเป็นกามเทพและปีศาจทั้งหมดของเจ้า ทำให้เจ้ากลายเป็นเพียงมนุษย์”

ความรู้สึกที่พุ่งขึ้นมาในหัวใจของนันนารันอย่างแรกคือดีใจ เขาดีใจหากเป็นมนุษย์ เขาก็จะได้เจอกับชานซองอีกครั้ง แต่เพียงเสี้ยววิความเสียใจและตื่นกลัวก็เข้ามาแทนที่ หากเขาอยู่ที่โลกปีศาจไม่ได้อีก เขาก็ไม่อาจจะอยู่ที่นี่กับควอนและ จินอุนได้อีกแล้ว เขาจะต้องจากบ้านที่ตนเองอยู่มาตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นไปตลอดกาล เพราะเขาไม่ใช่ส่วนหนึ่งของที่นี่อีกแล้ว มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน

“ถ้า ถ้าอย่างนั้นข้าจะไม่ได้เจอท่านกับจินอุนอีกแล้วหรือ” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นก่อนจะร้องไห้ออกมา กอดควอนเอาไว้เสียจนแน่น

“เจ้าอยู่ที่นี่ไม่ได้ ก็ใช่ว่าควอนกับข้าจะขึ้นไปหาเจ้าที่โลกมนุษย์บ่อย ๆ ไม่ได้นี่” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยบอกอย่างใจดี ทั้งควอนและนันนารันหันไปมองทันที

“จินอุน” เอ่ยร้องเรียกอย่างดีใจ รีบวิ่งขึ้นมานั่งบนเตียง ข้าง ๆ จินอุนที่ตอนนี้กำลังนั่งวาดยิ้มที่สดใสเสมอมาให้แม้ว่าสีหน้าจะซีดมากแค่ไหนก็ตาม

“เจ้าฟื้นแล้ว” ควอนกอดจินอุนอย่างดีใจ

“ข้าดีใจที่เห็นว่าท่านไม่เป็นอะไรแล้วจินอุน” นันนารันก็จับมือของจินอุนเอาไว้

จินอุนฉีกยิ้มกว้าง ทั้งสองแขนโอบกอดควอนและนันนารันมาไว้ในอ้อมกอด เป็นความสุขอย่างที่สุดที่เขาไม่เคยนึกถึง วันนึงที่ได้รู้ว่าควอนก็รักเขาเช่นกัน วันที่ควอนไม่ต้องเป็นทุกข์เพราะความเครียดแค้นในใจอีกแล้ว วันที่ได้โอบกอดคนรักและบุตรแห่งตนเอาไว้อย่างพร้อมเพียงด้วยรอยยิ้ม … วันที่อาจเกิดขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ณ แดนปีศาจแห่งนี้แล้วก็ได้

ทั้งสามคนกอดกันอีกยาวนาน จนในที่สุด จินอุนก็ดันนันนารันออกจากอ้อมกอด

นันนารันจ้องมองรอยยิ้มที่ใจดีเสมอของจินอุนที่มองมา หันไปมองควอนที่ยิ้มอย่างติดเศร้ามาทางเขา

“ต่อไปนี้ข้าคงต้องเรียกชื่อบนโลกมนุษย์ของเจ้าใช่ไหม จุนโฮ แต่ไม่ว่ายังไงเจ้าก็คือนันนารันบุตรแห่งข้าและควอนเสมอ ไม่ว่าเจ้าจะเป็นอะไรก็ตาม” มือหนาลูบผมของนันนารันอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นเจ้าตัวกำลังน้ำตาคลอ

“ข้าคิดว่าเจ้าจำเป็นที่จะต้องไปจากที่นี่แล้ว นารัน ร่างกายของเจ้าทนกับสภาพทางกายภาพและอากาศของโลกปีศาจที่ไม่ถูกกับมนุษย์มามากเกินไปแล้ว หากอยู่ที่นี่ต่ออีกแค่สักวันเจ้าอาจล้มป่วยอย่างหนักจนข้าเองก็รักษาไม่ได้” ควอน บอกตามข้อเท็จจริงที่ตนรู้ดีเกี่ยวกับมนุษย์ หากไม่ได้เวทมนต์ของตนช่วยค้ำจุนไว้ นันนารันคงตายจากไปตั้งแต่เป็นร่างมนุษย์เพียงวันเดียวที่อยู่ที่นี่

นันนารันจับมือของควอนกับจินอุนเอาไว้แน่น ตาตี่จ้องมองมาอย่างจริงจัง

“พวกท่านทั้งสองต้องไปหาข้าทันที่ที่จินอุนหายป่วยสัญญานะ”จินอุนและ ควอนวาดยิ้มให้แม้น้ำตากำลังจะไหลออกมาก็ตาม

“ข้าสัญญานารัน ข้าจะรีบหายแล้วพาควอนไปหาเจ้า”

“ข้าสัญญา แม้ข้าจะไม่ชอบหน้ามนุษย์นั่นแต่ข้าจะไปหาเจ้าเสมอ นารัน” ควอนลูบแก้มของนันนารัน เช็ดน้ำตาออกจากแก้มเนียนใสให้

“เจ้าไปยืนอยู่ตรงนั้นและจงหลับตา นารันของข้า” ควอนเอ่ยบอก ร่างบางเดินไปห่างจากเตียงและหลับตาตามที่ควอนบอก ผ่านไปครู่นึงเมื่อไม่ได้ยินคำสั่งอะไรต่อ ตาตี่เล็กจึงลืมขึ้น  จึงได้เห็นว่าตอนนี้ตัวเองกำลังยืนอยู่หน้าห้องนอนของชานซองแล้ว

ร่างเล็กหายใจเข้าลึก ๆ อย่างตื่นเต้นไม่น้อย มือบางกำเข้ากำออกอย่างตั้งสติก่อนจะตัดสินใจเคาะประตูห้องนอนของชานซอง เพราะแน่ใจว่าชานซองจะอยู่ในนั้นจ้องมองกระจกที่ใช้คุยกันและรอเขามาตอบกลับ

 

ชานซองสะดุ้งเฮือกอย่างตกใจที่ได้ยินเสียงเคาะประตู มันใกล้มาก เช่นนั้นต้องมีคนมาเคาะประตูห้องนอนของเขาแน่ ๆ ..แล้วใครจะมาเคาะล่ะ ถ้าเขาไม่ได้เปิดประตูห้องให้เข้ามา  หรือว่า…

ชานซองรีบเด้งตัวจากเตียงแล้ววิ่งมาเปิดประตูห้องนอน

สิ่งแรกที่ได้เห็นหลังจากประตูเปิดออกคือรอยยิ้มที่แสนสดใสและใบหน้าที่คิดถึงมากมายเหลือเกิน

“จุนโฮ นาย นายจริง  ๆ ด้วย” ชานซองดึงร่างบางมาไว้ในอ้อมกอด กอดแน่น ๆ ด้วยความคิดถึง ปากหยักร้องบอกถึงความคิดถึงมากมายที่มีในใจด้วยเสียงสะอึกสะอื้นที่แทบฟังไม่รู้เรื่อง แต่คนฟังรู้ดีว่าคิดถึงมากแค่ไหน

“ฉันก็คิดถึงนายชานซอง” ทั้งกอดทั้งลูบแผ่นหลังหนาของชานซอง

“ต่อไปฉันคงต้องอยู่ที่นี่ไปตลอดแล้ว ฝากตัวด้วยนะชานซอง” เสียงหวานเอ่ยบอก ชานซองดันร่างเล็กออกจากอ้อมกอด จูบแรง ๆ ลงบนแก้มขาวทั้งสองข้าง

“บอกแล้วนะว่าจะอยู่ที่นี่ตลอดไป ห้ามทิ้งชานไปไหนอีกด้วย นูนอของชาน” แล้วก็ดึงร่างเล็กมากอดไว้เหมือนเดิม ก่อนแน่น ๆ เหมือนกลัวว่าจะหายไป

“ไม่ไปไหนแล้วล่ะ นายเองก็ห้ามทิ้งฉันนะชานซอง ฉันเป็นนูนอของนายแล้วนะ”

….

อูยองนั่งมองเทพแห่งการรักษาดูจุนโบกมือขึ้นโบกมือลงเพื่อร่ายเวทย์มนต์ในการช่วยเหลือนิชคุณไม่วางตา ดวงตาเรียวที่ผ่านการร้องไห้มาแดงช้ำมากขึ้นเพราะไม่ยอมพักผ่อน ไม่ยอมลุกไปจากข้างเตียงนอนที่ตัวเองนั่งอยู่สักนิดเดียว ต่อให้ดูจุนจะบอกให้ออกไปก่อน หรือแจบอมจะมาตามออกไปอูยองก็ยังคงนั่งอยู่ตรงนี้ข้าง ๆ นิชคุณ อยากเป็นคนแรกที่นิชคุณจะมองเห็นตอนที่ตื่นขึ้นมา และถ้านิชคุณไม่สามารถที่จะสู้ได้ไหวจริง ๆ เขาก็อยากจะเป็นผู้ที่รู้เป็นบุคคลแรก

“เฮ้อออ” เสียงดูจุนพ่นลมหายใจออกมายาว ๆ ทำให้อูยองที่นั่งมองอยู่รีบจ้องไปที่นิชคุณ ร่างสูงใหญ่ตอนนี้ไร้บาดแผลและสะอาดสะอ้านจากเลือดแดงคล้ำ แต่ดูจากสีหน้าของดูจุนแล้ว คำว่าปลอดภัยคงยังพูดไม่ได้

“พี่คุณเป็นยังไงบ้างเหรอ ดูจุน” ดูจุนจ้องมองหน้าของอูยอง หันมองแจบอมกับโยซอบที่ยืนอยู่ข้างหลังเพื่อของคำปรึกษา เมื่อทั้งคู่พยักหน้าก็หันกลับมาเพื่อตอบกามเทพน้อยอูยองที่นั่งรอคำตอบอยู่

“ตอนนี้บาดแผลภายนอกข้ารักษาให้หมดแล้ว แต่บาดแผลภายในและการที่นิชคุณเสียเลือดเกือบแปดสิบเปอร์เซ็นต์ในตัวไป ข้าเกรงว่าจะยื้อชีวิตไว้ได้อีกไม่นาน เหตุผลเดียวที่ตอนนี้นิชคุณยังไม่ตายก็เพราะว่าผลจากดอกราเรนเยียร์ที่ช่วยรักษาลมหายใจสุดท้ายเอาไว้” ดูจุนเอ่ยบอกไปตามจริง อูยองนั่งฟังอย่างตั้งใจ ไม่ร้องโวยวายออกมาเพราะรู้ดีว่าถ้าตอนนี้ขาดสติก็จะยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลง มือบางจับมือหนาของนิชคุณไว้บีบแน่นจนมือหนาที่เย็นเฉียบนั้นอบอุ่นขึ้นมา แผ่นหลังบางของอูยองสั่นไหวเมื่อเจ้าตัวร้องไห้สะอึกสะอื้น  ต่อให้พยายามเงียบมากแค่ไหนแต่เสียงสะอื้นก็ยังดังให้บุคลอื่น ๆ ในห้องนั้นได้ยินอยู่ดี แจบอมอยากจะเดินเข้าไปกอดบุตรชายแต่คิดว่ายืนอยู่ตรงนี้อาจดีเสียกว่าเมื่อตอนนี้ตนเองก็ร้องไห้

โยซอบจ้องมองกามเทพอูยองที่กำลังร้องไห้อย่างหนัก หันไปมองแจบอมเองที่ตอนนี้ก็กำลังร้องไห้อยู่เช่นกัน ร่างบางของโยซอบ ถือตะกร้าที่ใส่กระถางต้นไม้ทั้งสองต้นไว้ในมือไม่ยอมวางไปหาแจบอม

“ท่านอาแจบอม นี่คือต้นไม้ที่ข้านำมาให้ท่าน ข้าอยากให้ท่านนำต้นไม้ทั้งสองต้นนี้ไปไว้ในที่ ๆ ที่ท่านแน่ใจว่าจะได้รับแสงจันทร์ของคืนนี้อย่างเต็มที่ได้หรือไม่” แจบอมเช็ดน้ำตา วาดยิ้มให้โยซอบอย่างขอบคุณแล้วรับต้นไม้ทั้งสองต้นมาถือไว้

“ขอบคุณเจ้ามากนะโยซอบสำหรับของขวัญ” โยซอบไม่พูดอะไรเพียงแค่ยิ้มรับเท่านั้น แจบอมเดินไปที่ห้องนอนเพื่อนำต้นไม้ไปวางไว้ริมหน้าต่างตามความต้องการของโยซอบ เพราะคิดว่าโยซอบคงอยากหาโอกาสให้เขาได้หลบออกมาร้องไห้โดยไม่สร้างความรู้สึกเป็นทุกข์มากขึ้นกว่าเดิมให้อูยอง

โยซอบมองประตูห้องนอนของแจบอมที่ถูกปิดไปพร้อมเสียงสะอื้นไห้เบา ๆ ที่ดังลอดออกมา ใบหน้าอ่อนเยาว์ของโยซอบยังคงประดับด้วยรอยยิ้มจาง ๆ เดินตรงมาที่เตียงกว้าง  เคียงข้างดูจุน

“ท่านจะว่าอะไรไหม ถ้าจะให้ข้าลองดู ดูจุน อูยอง” โยซอบเอ่ยถาม อูยองพยักหน้ารับ แม้ไม่รู้ว่าโยซอบจะทำอะไรได้บ้างแต่ก็ไม่นึกปฏิเสธ แต่ดูจุนนั้นรีบลุกหลบให้ เพราะตนเองก็ลืมไปเสียสนิทว่า โยซอบนั้นเป็นถึงผู้แปรเวทย์ แม้ไม่อยากให้โยซอบใช้พลังออกมาบ่อย ๆ จนน่าสงสัยแก่เทพตนอื่น แต่สถานการณ์นี้ยังไงก็ต้องเรียกว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ

โยซอบจ้องมองใบหน้าของนิชคุณที่ซีดเผือดเพราะขาดเลือด จับข้อมือหนาขึ้นมา ก่อนจะหันมาจ้องมองอูยองที่นั่งมองอยู่

“อูยอง เจ้ารักชายผู้นี้มากใช่ไหม” โยซอบเอ่ยถาม

“ฮึก ข้า ข้าไม่รู้ แต่ข้า ข้าไม่อยากให้เขาเป็นอะไร ให้ข้าตายแทนได้ไหม โยซอบ เจ้าช่วยเขาได้ไหม” อูยองร้องขอทั้งน้ำต พยายามสูดลมหายใจให้พูดได้ไม่ติดสะอื้น

“งั้นเจ้าก็คงรักเขามากพอที่จะเสียสละเลือดและเจตจิตของเจ้าเพื่อเขา”

“อืม ถ้าทำเพื่อพี่คุณ ให้ได้ทุก ๆ อย่าง เลย ” อูยองตอบคำถาม ไม่มีความลังเลในน้ำเสียงนั้น โยซอบระบายยิ้มกว้าง

“เช่นนั้น ช่วยส่งมือเจ้ามาให้ข้าหน่อย” อูยองยื่นมือมาให้โยซอบทันที       โยซอบรับมือของอูยองแบไว้บนฝ่ามือตัวเอง

“เจ็บหน่อยนะ” โยซอบบอกเตือน ก่อนจะกรีดนิ้วลงไปบนฝ่ามืออูยอง ทันทีที่กรีดผ่านฝ่ามือก็เป็นแผลยาว พร้อมเลือดสีเงินของกามเทพที่ไหลออกมา อูยองร้องอุทานเพราะความเจ็บแต่ก็ไม่ชักมือออก โยซอบกรีดลงบนฝ่ามือนิชคุณ จนเกิดแผลยาวขึ้นเช่นกันแต่ไม่มีเลือดสักหยดที่ไหลออกมา โยซอบจับฝ่ามือที่มีบาดแผลของ   อูยองประกบกับนิชคุณ  มืออีกข้างโบกในอากาศแต่สามารถคว้าจับประกายแสงหลากหลายสีมาไว้ในมือได้ โยซอบวางแสงเหล่านั้นลงบนฝ่ามือของอูยองและ      นิชคุณ

“จับมือกับเขาไว้แบบนี้ นี่เป็นทางเดียวที่จะช่วยไม่ให้เขาตายได้ และเมื่อเขาฟื้นขึ้นมาจงอย่าลืมจูบเขาเพื่อเป็นการมอบพลังความรักให้กามเทพที่ถือกำเนิดใหม่อย่างไม่ปกติ” คำอธิบายของโยซอบทำให้อูยองได้แต่มองหน้านิชคุณสลับไปกับหน้าของโยซอบ

“หมายความว่าพี่คุณจะไม่ใช่มนุษย์อีกแล้วเหรอ” โยซอบระบายยิ้มให้คำถามพาซื่อของอูยอง

“เขาผู้นี้ไม่ใช่มนุษย์มานานแล้วอูยองและต่อจากนี้เขาจะดำรงอยู่ในสถานะกามเทพ”  โยซอบบอกทิ้งไว้ก่อนจะหันไปจับมือกับดูจุนแล้วเดินออกไปด้วยกัน

อูยองกระชับมือที่จับกับนิชคุณไว้แน่นขึ้น ไม่สนใจความเจ็บของบาดแผลหรือสิ่งใด ดวงตาเรียวจ้องมองใบหน้าของนิชคุณ บางบ้างเม้มแน่นจนแก้มขาวป่องออกมา

“ถ้าท่านไม่ปลอดภัย ข้าจะโกรธท่านจริง ๆ ด้วยพี่คุณ” พึมพำบอกเช่นนั้น แต่สายตาเรียวก็ไม่อาจจะละจากไปได้เลย

…..

แสงจันทร์เหลืองอ่อน ทอผ่านหน้าต่างที่เปิดม่านรอนับแสงจันทร์ จนต้นไม้สองต้นที่วางอยู่ริมหน้าต่างสะท้อนสีเหลืองอ่อนของแสงจันทร์บนใบที่แวววาว ผ่านไปชั่วครู่ช่อดอกที่ตูมอยู่ของต้นไม้ต้นที่สูงกว่าก็ค่อย ๆ แย้มบานออกมาเป็นดอกไม้ดอกสวยสีเขียวอ่อนที่ประกายระยิบระยับ  ดอกไม้ดอกสวยนั้นส่องประกายออกมาก่อนที่ต้นไม้ทั้งต้นจะค่อยสลายไป เหลือไว้เพียงแสงสีขาวกลุ่มใหญ่คล้ายหมอกที่เรืองแสงได้ กลุ่มหมอกเรืองแสงนั้นวิ่งวนกันเป็นวงกลมราวพายุลูกย่อม ก่อนที่จะแตกขยายออกไปกลายเป็นโครงร่างโปร่งแสงสีขาว

ฝ่าเท้าของโครงร่างโปร่งแสงนั้นสัมผัสกับพื้นห้อง แสงสีขาววิ่งวนรอบโครงร่างอีกหลายครั้งจนในที่สุดโครงร่างนั้นก็ชัดเจน ฝ่าเท้าที่ชัดเจนเป็นกายเนื้อดังเช่นควร ก้าวเดินไปตามเส้นทางสู่เตียงนอนขนาดใหญ่ที่มีผ้าลูกไม้ผูกโยงเอาไว้  ตรงกลางของเตียงนั้นมีร่างขาวบางที่นอนตะแครงข้างอยู่  ยื่นมือไปสัมผัสแก้มเนียนใสที่ชื้นน้ำตา ค่อย ๆ เช็ดอย่างอ่อนโยน

“แจบอม ตื่นเถอะ” เสียงเอ่ยเรียกไม่ดังนัก แต่ผู้ที่กำลังหลับอยู่ก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา ดวงตาเรียวเฉี่ยวกระพริบอย่างเชื่องช้าขณะจ้องมองภาพตรงหน้า ริมฝีปากอิ่มฉีกยิ้มหวาน

นี่คงเป็นฝันที่แสนวิเศษณ์ในรอบหลายคืนที่แจบอมได้ฝันถึง

“ข้าคิดถึงท่านจริง ๆ เลยแทคยอน ข้าไม่อยากตื่นจากฝันนี้เลย” มือบางลูบคลำใบหน้าคมคายตรงหน้าที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมและกำลังจ้องมองตนเองอยู่ด้วยรอยยิ้มใจดีเช่นกัน

“เจ้าไม่จำเป็นต้องตื่น แจบอม เพราะนี่ไม่ใช่ความฝัน” แทคยอนตอบพร้อมรั้งร่างบางมาไว้ในอ้อมกอด กอดที่แสนอบอุ่นสมจริง ที่แจบอมรู้ดีว่าจินตนาการของตนยามเพ้อฝันไม่มีทางที่จะสร้างอ้อมกอดอบอุ่นนี้ได้เหมือนจริงเช่นที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

“ท่านกลับมาแล้วแทคยอน” แจบอมเอ่ยร้องอย่างดีใจ

“ข้า ..ข้าดีใจเหลือเกิน ท่านกลับมาแล้ว อย่างไรกัน อัศจรรย์ยิ่งนัก” สองแขนกอดตอบแทคยอนแน่นให้สมกับความรู้สึกที่อยู่ในใจ แทคยอนยิ้มกว้างมือหนาลูบผมนิ่มของแจบอม

“ต้องขอบคุณโยซอบ เขาจับพลังวิญญาณและเจตจิตของข้าได้ก่อนที่มันจะดับสลายไป โยซอบได้ใช้พลังผู้แปรเวทย์ของเขาเปลี่ยนพลังของข้าให้เป็นต้นไม้เพื่อง่ายต่อการดูแลและฟูมฟักพลังให้ใหม่ ข้าดีใจที่โยซอบกลับมา เพราะไม่เช่นนั้นข้าคงไม่มีวันได้เจอเจ้าอีก” แทคยอนยิ่งกอดแจบอมให้แน่นขึ้นเมื่อร่างบางในอ้อมกอดเริ่มสั่นเทาเพราะสะอื้นไห้ แต่เป็นการร้องไห้ที่แจบอมนั้นยิ้มกว้างที่สุด

มันคือน้ำตาแห่งความดีใจ

“ข้ากลับมาแล้วแจบอม กลับมาหาเจ้าแล้วที่รักของข้า”

 

แทคยอนยังคงกอดกับแจบอมเอาไว้นานแสนนานเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกถึงกันทดแทนเวลายามที่จากหายกันไป อ้อมกอดอบอุ่นที่คงไม่สามารถมีสิ่งใดไปแทรกกลางได้

ดวงตาโตจ้องมองภาพสองร่างที่กำลังกอดกันแน่น ระบายยิ้มจาง ๆ ออกมาเมื่อมองไปที่รอยยิ้มแสนหวานของแจบอม  มือขาวยกขึ้นเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าที่แสนงดงามราวกับภาพวาดของตัวเอง

“ทำไมข้าถึงไม่เคยเจอท่านก่อน แทคยอนเลยสักครั้งนะ แจบอม” กระซิบพึมพำตัดพ้อกับชะตากรรมชีวิตของตัวเอง จ้องมองรอยยิ้มของแจบอมเอาไว้ ก่อนจะหันหลังเดินกลับมาที่โต๊ะริมหน้าต่าง

ดวงตาโตจ้องมองพระจันทร์ที่กำลังทอดแสงละมุนเย็นตาอยู่บนฟ้าราวกับบอกว่าแม้ท่ามกลางความเย็นเยียบหนาวเหน็บของความทุกข์ทรมาน ความอบอุ่นของการพ้นผ่านซึ่งความสุขก็ยังคงมีอยู่เสมอไม่ว่าจะเล็กน้อยมากเพียงไหนก็ตาม

ปากหยักระบายยิ้มจาง ๆ ให้แก่ตัวเอง ดีดนิ้วมือเพียงหนึ่งครั้ง ร่างทั้งร่างก็กลายเป็นประกายแสงสีขาวที่หมุนวน ก่อนจะพุ่งมาเหนือโต๊ะ ณ ตำแหน่งเดิมที่กระถางต้นไม้เคยตั้งอยู่

เมื่อประกายแสงสีขาวสุดท้ายหายไป ก็ปรากฏสมุดปกขาวเล่มเดิมที่จะคอยอยู่เคียงข้างแจบอมเสมอตลอดไปวางอยู่ตรงนั้น

…..

อูยองยกมือขึ้นปัดกับสัมผัสอุ่นที่จับ ๆ ลูบ ๆ อยู่บนใบหน้า ปากบางสีชมพูหวานขยับแจ้บ ๆ แต่ก็ยังคงไม่ยอมที่จะลืมตาขึ้นมา ตาเรียวที่ปิดอยู่ขยับไปมาเพราะชักจะรำคาญสัมผัสอุ่น ๆ ที่เข้ามายุ่มย่ามกับใบหน้าของตัวเองอีกแล้ว

“อย่ากวนได้ไหมคนจะนอน” อูยองเด้งตัวลุกขึ้นมาพร้อมร้องแหว เรียกเสียงทุ้มให้หัวเราะดัง ๆเมื่อมองภาพนั้นไม่ได้

เสียงหัวเราะที่คุ้นหูอูยองเหลือเกิน

“พี่คุณณณ ตื่นแล้วเหรอ” อูยองร้องเสียงหวานเรียกนิชคุณที่ตอนนี้กำลังยิ้มกว้างจ้องมาที่ตนเองอยู่ ร่างเล็กของอูยองโดดขึ้นไปนั่งบนเตียง ตาเรียวมองที่มือของตัวเองที่ยังคงจับกับนิชคุณเอาไว้

น่าจะปล่อยมือได้แล้วมั้ง

อูยองปล่อยมือออกเพื่อดูว่าแผลที่มือของนิชคุณหายดีหรือยัง

“มือพี่คุณไม่มีแผลแล้วดีจังเลย พี่คุณไม่เป็นไรใช่ไหม รู้ไหมว่าผมห่วงพี่มากเลย” อูยองฉีกยิ้มกว้างก่อนจะทำหน้าหงอย นิชคุณหัวเราะมือหนาบีบแก้มขาวของอูยองอย่างหมั่นเขี้ยว

“แค่เห็นอูยองจำพี่ได้ ยิ้มหวาน ๆ ให้พี่แบบนี้พี่ก็หายแล้ว” อูยองแลบลิ้นใส่นิชคุณก่อนจะหัวเราะคิกคักแล้วโดดใส่ผู้ชายตัวโตที่นั่งอยู่ กอดเสียจนแน่น นิชคุณลูบผมอูยองที่กอดตัวเองอยู่

“แล้วนี่พี่อยู่ที่ไหน พี่จำได้ว่าตัวเองเกือบตายไปแล้วที่วังหลวงของราชาแวมไพธ์ แต่ตอนนี้ทำไมพี่ถึงได้รู้สึกดีจังเลยล่ะ” นิชคุณเอ่ยถามตอนนี้เขารู้สึกดีมาก แม้ว่าจะยังอ่อนเพลียอยู่ไม่น้อย แต่ร่างกายมันรู้สึกเบา ๆ ล่องลอยได้ ไม่รู้สึกหนักอึ้งเช่นตอนที่เป็นแวมไพธ์

“ตอนนี้พี่คุณอยู่ที่บ้านผม บนแดนสวรรค์ แล้วพี่คุณก็กำลังเป็นกามเทพ”

“กามเทพ?” นิชคุณดันอูยองออกจากอ้อมกอดเพื่อจ้องตาเรียวคู่นั้นว่าไม่ได้หลอกเขาเล่น

“อืม กามเทพ” อูยองฉีกยิ้มกว้าง

นิชคุณนิ่งคิด ถ้าอูยองเป็นกามเทพ เขาเองก็เป็นกามเทพ เช่นนั้นแล้วคงไม่มีใครที่จะมาห้ามให้เรารักและอยู่ด้วยกันอีกใช่ไหม

“ดีจริง พี่รักอูยองได้แล้ว” มือหนาลูบแก้มอูยอง

“รักเหรอ ใช่สิ ผมยังหาความรักไม่เจอเลย ช่างเถอะ ไม่หาแล้วความรัก แค่มีพี่คุณก็พอแล้ว” อูยองหัวเราะคิกกับคำพูดตัวเอง ยิ้มให้นิชคุณจนตาหยี มือหนาลูบผมนิ่มของอูยอง

“ใช่สิลืมไปเลย” จู่ ๆ อูยองก็ร้องออกมาเมื่อนึกถึงสิ่งสำคัญได้

“ต้องจูบนี่น่า” ว่าแล้วก็กระโดดใส่นิชคุณ ปากบางเฉียบประกบไปบนปากหยักของนิชคุณ สองแขนของอูยองรั้งคอของนิชคุณไว้เพื่อทรงตัว  มือหนาประครองแก้มของอูยองไว้เพื่อมอบรสจูบหวานให้กับอูยองและค่อย ๆ แนะนำและนำทางรสจูบระหว่างกันและกันจนมันหวานจับใจ

แสงสีขาวประกายชมพูระเรื่อ ค่อย ๆ แผ่ออกมากจากร่างของกามเทพ   นิชคุณและกามเทพอูยองที่กำลังจูบกันอยู่ ร่างกายของทั้งสองรู้สึกกระปรี่กระเป่าและมีชีวิตชีวามากขึ้นเมื่อร่างกายดูดซับไออวลความรักไปพร้อม ๆ กัน เฉกเช่นที่กามเทพนั้นเป็น

.

.

.

END

 

จบแล้วววววว ดีใจจัง จบอีกเรื่องแล้ว T^T

เดี๋ยวต่อไปจะทยอยเอาเรื่องสั้นมาลงนะคะ  เรื่องสั้มีค่อนข้างเยอะมากเลย ^^

ยังไงเรื่องยาวเองก็จะทยอยลงจนถึงตอนล่าสุดที่แต่งถึงเท่ากับบ้านหลัก Novel ที่ลงไป ถึงตอนนั้นหวังว่าทุกท่านจะช่วยเมนต์ให้กำลังให้มีแรงแต่งตอนต่อไปได้นะคะ

 

ขอบคุณค่ะ ^^

 

อาา เรื่องนี้ถือว่าเป็นฟิคยาวที่แฟนตาซีมากๆที่สุดที่แต่งแล้ว ชอบนะคะ ^^

ที่จริงพล็อตเดิมที่วางไว้ดราม่ากว่านี้นิดหน่อย แต่รู้สึกว่ามันออกจะหวานแหววเนอะ ดราม่าแค่นี้พอแต่พอควร ^^

 

เรื่องนี้เปิดรวมเล่มแล้วนะคะ ในเล่มจะมีตอนพิเศษ กับ ฟิคสั้นเรื่อง เดสทีนีมี (คุณวู) ที่จะมีเฉพาะในเล่ม

เรื่องนี้เปิดพรีพร้อม can you love me ใครสนใจดูรายละเอียดด้านล่างเลยนะคะ

>>>จองฟิคจิ้มตรงนี้<<<